ไข้รากสาดใหญ่ (Scrub Typhus): ภัยเงียบจากไรอ่อนที่ต้องเฝ้าระวัง

17 พ.ย. 2568 | เขียนโดย รพ.สินแพทย์ ลำลูกกา

ไข้รากสาดใหญ่: ภัยเงียบจากไรอ่อนที่ต้องเฝ้าระวัง

ไข้รากสาดใหญ่ (Scrub Typhus)

เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง และเป็นโรคประจำถิ่นที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย จัดเป็นภัยเงียบที่มักพบในผู้ที่เดินทางหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ป่าเขา ทุ่งหญ้า หรือพื้นที่ที่มีพุ่มไม้หนาแน่น หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและอันตรายถึงชีวิตได้

 

สาเหตุและการติดต่อของโรค

โรคไข้รากสาดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มริกเก็ตเชีย (Rickettsia) ที่มีชื่อว่า Orientia tsutsugamushi โดยมี ตัวไรอ่อน (Chigger mite) ซึ่งเป็นระยะตัวอ่อนของไร (Family Trombiculidae) เป็นพาหะนำโรค

  • พาหะ: ตัวไรอ่อนที่ติดเชื้อจะกัดและปล่อยเชื้อเข้าสู่ผิวหนังของคนหรือสัตว์
  • แหล่งรังโรค: สัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก เช่น หนู กระแต กระจ้อน เป็นแหล่งสะสมเชื้อในธรรมชาติ
  • การติดต่อสู่คน: การติดเชื้อในคนเกิดขึ้นเมื่อถูกตัวไรอ่อนที่มีเชื้อกัด มักพบในช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาว หรือช่วงที่มีกิจกรรมในป่าเขา

 

อาการสำคัญที่บ่งชี้ถึงอันตราย

โดยทั่วไป ผู้ที่ถูกไรอ่อนกัดจะเริ่มมีอาการป่วยภายในระยะเวลาฟักตัวประมาณ 7-14 วัน (อาจนานถึง 3 สัปดาห์) ซึ่งอาการเริ่มต้นมักไม่จำเพาะเจาะจง แต่จะมีอาการสำคัญที่ควรสังเกตและเป็นสัญญาณของความรุนแรงของโรค

  1. ไข้สูงลอย: มีไข้สูงเฉียบพลัน อาจสูงถึง 39 °C – 40  °C และมักไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  2. อาการทั่วไปคล้ายไข้หวัดใหญ่: ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หนาวสั่น อ่อนเพลีย
  3. แผลเฉพาะที่ (Eschar): เป็นลักษณะเด่นของโรค พบได้ประมาณร้อยละ 50-80 ของผู้ป่วย มีลักษณะเป็นรอยแผลสีดำคล้ายรอยบุหรี่จี้ หรือสะเก็ดแข็ง โดยมักพบในบริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด เช่น ซอกรักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม หรือบริเวณร่มผ้า
  4. ผื่น: อาจมีผื่นแดงราบหรือนูนเล็กน้อยตามลำตัว
  5. ต่อมน้ำเหลืองโต: มักพบต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณใกล้เคียงกับแผลที่ถูกกัด

 

ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอันตรายถึงชีวิต

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและเหมาะสม เชื้ออาจแพร่กระจายและส่งผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย จนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

  • ภาวะอวัยวะล้มเหลว: อาจเกิดภาวะปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท: เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ อาจมีอาการสับสน ซึม หรือโคม่าได้
  • การเสียชีวิต: อัตราการเสียชีวิตในผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจสูงถึงร้อยละ 20 แต่หากได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องและทันท่วงที อัตราการเสียชีวิตจะลดลงอย่างมาก

 

5 ขั้นตอนสำคัญเพื่อป้องกัน “ไข้รากสาดใหญ่” อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้รากสาดใหญ่ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกตัวไรอ่อนกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง

 

1. การแต่งกายให้มิดชิดในพื้นที่เสี่ยง

  • สวมใส่เสื้อผ้าปกปิด: เมื่อต้องเข้าป่า, ทุ่งหญ้า, หรือบริเวณที่มีพุ่มไม้ ควรเลือกสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวที่สามารถสอดปลายขาเข้าในถุงเท้าหรือรองเท้าบูทได้อย่างมิดชิด
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสพุ่มไม้: พยายามเดินตามทางเท้าและหลีกเลี่ยงการเดินฝ่าพงหญ้า หรือการนั่ง/นอนบนพื้นดิน พื้นหญ้า หรือบริเวณที่มีความชื้นและปกคลุมด้วยพุ่มไม้

 

2. การใช้สารเคมีป้องกันตัวไรอ่อน

  • สารไล่แมลง (Repellent): ใช้สารไล่แมลงที่มีส่วนผสมของ DEET (อย่างน้อย 20-50%) ทาบริเวณผิวหนังนอกร่มผ้า และทาซ้ำตามคำแนะนำบนฉลาก (เช่น ทุก 4-6 ชั่วโมง)
  • การฉีดพ่นเสื้อผ้า: อาจใช้สารเคมีกลุ่ม Permethrin ฉีดพ่นเสื้อผ้าและเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน

 

3. การเลือกพื้นที่พักแรม

  • พื้นที่โล่ง: หากต้องตั้งแคมป์ ควรเลือกกางเต็นท์ในบริเวณที่โล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก และอยู่ห่างจากพุ่มไม้หรือกองหญ้าสูง
  • การจัดการเครื่องนอน: ไม่ควรวางหรือแขวนเสื้อผ้าไว้บนต้นไม้หรือพุ่มไม้ ควรเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย

 

4. การตรวจสอบและทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังกลับจากพื้นที่เสี่ยง

  • อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า: ควรรีบอาบน้ำ สระผม และทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่ทันทีที่กลับออกจากพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากตัวไรอ่อนอาจเกาะติดอยู่ตามร่างกาย
  • สำรวจร่างกาย: ตรวจสอบตามร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่บอบบางและซ่อนเร้น เช่น ซอกขาหนีบ รักแร้ ใต้ร่มผ้า รอบเอว และบริเวณที่มีรอยพับของผิวหนัง
  • ทำความสะอาดเสื้อผ้า: นำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกเข้มข้นทันทีเพื่อกำจัดตัวไรอ่อนที่อาจเกาะติดอยู่

 

5. การสังเกตอาการและรีบปรึกษาแพทย์

  • เฝ้าระวังอาการ: หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ และมีประวัติเดินทางหรือทำกิจกรรมในป่าเขาภายใน 2 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • แจ้งประวัติการเดินทาง: สิ่งสำคัญที่สุดคือการแจ้งประวัติการเข้าป่าหรือพื้นที่เสี่ยงให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

SHARE
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ