โรคไข้ดิน (Melioidosis) หรือโรคเมลิออยด์ ภัยเงียบจากดินและน้ำขังช่วงหน้าฝน เช็กอาการ สาเหตุ กลุ่มเสี่ยงเบาหวานต้องระวัง พร้อมวิธีป้องกันโรคอย่างถูกต้อง
โรคไข้ดิน ภัยเงียบช่วงหน้าฝน (Melioidosis)
เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนที่เกิดภาวะน้ำท่วมขังและพื้นดินเฉอะแฉะ หลายคนอาจมองข้ามภัยเงียบที่แฝงตัวมากับสภาพแวดล้อมเหล่านี้ หนึ่งในโรคติดต่อทางการเกษตรที่อันตรายและพบผู้เสียชีวิตในประเทศไทยทุกปี คือ “โรคไข้ดิน” หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) หรือโรคเมลิออยด์ ซึ่งหากปล่อยไว้จนเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด อาจมีอันตรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
โรคไข้ดิน (Melioidosis) เกิดจากสาเหตุใด?
โรคไข้ดิน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า เบอร์คอเดอเรีย ซูโดมัลลิอาย (Burkholderia pseudomallei) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ ทั้งในดินโคลน ดินเหนียว ท้องนา สวนยาง และแหล่งน้ำธรรมชาติ เชื้อชนิดนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูงมาก และเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เขตร้อนชื้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
เชื้อโรคไข้ดิน ติดต่อเข้าสู่ร่างกายทางไหนได้บ้าง?
เชื้อแบคทีเรียก่อโรคชนิดนี้ ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง แต่มนุษย์สามารถรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
- ทางการสัมผัส (ผ่านผิวหนัง): เป็นช่องทางที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการเดินย่ำโคลน ลุยน้ำท่วมขัง หรือสัมผัสดินโดยตรง เชื้อจะซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล รอยถลอก หรือผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน
- ทางการหายใจ: เกิดจากการสูดดมฝุ่นดิน ละอองน้ำ หรือลมพายุที่มีเชื้อแบคทีเรียปะปนอยู่เข้าไปในปอด
- ทางการรับประทาน: เกิดจากการดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไม่ผ่านการต้มสุก หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนฝุ่นดินและล้างทำความสะอาดไม่เพียงพอ
อาการของโรคไข้ดิน สังเกตสัญญาณเตือนได้อย่างไร?
โรคไข้ดินได้ชื่อว่าเป็น “นักพรางตัว” เนื่องจากมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 1-21 วัน (โดยเฉลี่ย 9 วัน) หรือบางรายอาจซ่อนอยู่ในร่างกายนานเป็นปี อาการของโรคมีความคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น ปอดบวม หรือวัณโรค โดยสามารถแบ่งลักษณะอาการตามตำแหน่งที่ติดเชื้อได้ดังนี้
- การติดเชื้อที่ผิวหนัง: บริเวณที่สัมผัสเชื้อจะมีตุ่มนูนแดง ฝี หนอง หรือแผลอักเสบเรื้อรังที่รักษาไม่หาย
- การติดเชื้อที่ปอด: ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ไอเรื้อรัง มีเสมหะ หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก คล้ายอาการปอดอักเสบ
- การติดเชื้อในกระแสเลือด: เป็นภาวะที่รุนแรงและอันตรายที่สุด ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ และอาจนำไปสู่ภาวะช็อกจนเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ใครคือ “กลุ่มเสี่ยง” ที่ต้องระวังโรคไข้ดินเป็นพิเศษ?
แม้คนสุขภาพแข็งแรงจะสามารถติดเชื้อได้ แต่กลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากหากติดเชื้อแล้วมักมีอาการรุนแรง ได้แก่
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (เป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับ 1)
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรคตับ หรือโรคธาลัสซีเมีย
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือรับประทานยากดภูมิ
- ผู้ที่ดื่มสุราเรื้อรัง
- เกษตรกร ชาวนา ชาวสวน หรือผู้ที่ต้องทำงานคลุกคลีกับดินและน้ำเป็นประจำ
การรักษาโรคไข้ดิน
โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากมาพบแพทย์และได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว โดยแพทย์จะรักษาด้วยการให้ ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ ประมาณ 10-14 วันในช่วงแรก จากนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะชนิดกินต่อเนื่องไปอีกประมาณ 3-6 เดือน เพื่อกำจัดเชื้อที่ซ่อนตัวอยู่ให้หมดจด และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
(ข้อควรระวัง: ห้ามผู้ป่วยซื้อยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะเชื้อชนิดนี้ดื้อยาหลายชนิด ต้องใช้ยาเฉพาะทางเท่านั้น)
วิธีป้องกันโรคไข้ดินให้ปลอดภัย
- สวมอุปกรณ์ป้องกัน: หากต้องเดินลุยน้ำขัง ย่ำโคลน หรือทำเกษตรกรรม ควรสวมรองเท้าบูทยาง ถุงมือยาง และกางเกงขายาวเสมอ
- ทำความสะอาดร่างกายทันที: รีบอาบน้ำ ฟอกสบู่ และล้างทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังจากลุยน้ำหรือสัมผัสดินโคลน
- ปกป้องบาดแผลให้ดี: หากมีแผลตามร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงการโดนน้ำและดิน ปิดแผลให้มิดชิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ หากเลี่ยงไม่ได้ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทันที
- ดื่มน้ำและทานอาหารที่สะอาด: ดื่มน้ำที่ผ่านการต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน และทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ
- ควบคุมโรคประจำตัว: ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรดูแลระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการไข้สูงติดต่อกันเกิน 2-3 วัน โดยเฉพาะหลังจากการลุยน้ำหรือสัมผัสดิน ควรรีบเดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และแจ้งประวัติความเสี่ยงให้แพทย์ทราบทันที เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่ทันท่วงที
แหล่งอ้างอิง:










