ทำไมต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี?

9 มิ.ย. 2569 | เขียนโดย โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์

อาการของ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) จะมีความรุนแรงและฉับพลันกว่าไข้หวัดธรรมดามาก โดยอาการมักจะปรากฏหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1–4 วัน

อาการที่พบได้บ่อย

  1. ไข้สูง  มักมีไข้สูงเฉียบพลัน (38 องศาเซลเซียสขึ้นไป) และไข้มักจะอยู่นานประมาณ 3–4 วัน
  2. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ปวดตามตัว ปวดแขนขา ปวดหลัง หรือปวดข้อ บางคนรู้สึกปวดจนขยับตัวลำบาก
  3. อ่อนเพลียมาก  รู้สึกเพลียอย่างรุนแรงจนไม่มีแรงทำกิจกรรมต่างๆ มักจะนอนซม
  4. ปวดศีรษะ มักปวดรุนแรงบริเวณหน้าผากหรือกระบอกตา
  5. อาการทางเดินหายใจ ไอแห้งๆ มักจะไอมากและไอต่อเนื่อง เจ็บคอ คอแดง

ทำไมต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี ?

  1. เชื้อกลายพันธุ์: ไวรัสไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี วัคซีนแต่ละปีจึงถูกพัฒนาให้ตรงกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในขณะนั้น
  2. ภูมิคุ้มกันลดลง: ภูมิคุ้มกันในร่างกายเรามีวันหมดอายุ จะค่อยๆ ลดระดับลงตามอายุ
  3. กระตุ้นภูมิ: การฉีดทุกปีช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมี “เกราะป้องกัน” ในระดับที่สูงเพียงพอเสมอ โดยภูมิคุ้มกันจะเริ่มทำงานเต็มที่หลังฉีด 7-14 วันค่ะ

แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก่อนฤดูที่มีการระบาด และฉีดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ทุกปี และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ลดต่ำลงได้ในระยะเวลาไม่นาน ดังนั้นการฉีดวัคซีนทุกปีจึงเป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูง ซึ่งภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นหลังจากฉีด 7 – 14 วัน ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในแต่ละปี

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 

ได้แก่ อาการปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด ไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายเองได้ภายใน 3 วัน

ข้อห้ามใช้ในการฉีดวัคซีน 

• เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรงหรือแพ้สารประกอบอื่น ๆ ในวัคซีนอย่างรุนแรง
• กำลังมีไข้หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือเพิ่งหายจากการเจ็บป่วยเฉียบพลันมาไม่เกิน 7 วัน
• ยังมีโรคประจำตัวเรื้อรังที่มีอาการกำเริบ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น หอบเหนื่อย หรือยังคุมอาการของโรคไม่ได้

SHARE
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ