มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆและมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยตลอด แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการรักษาหลายชนิด
มะเร็งปอด
มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆและมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยตลอด แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการรักษาหลายชนิด
✅ ดังนั้นการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ
✅ ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดจะไม่ค่อยมีอาการแสดงในระยะแรก แต่จะมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเกิดโรคก็ต่อเมื่อมีการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งมากขึ้นแล้ว
✅ มะเร็งปอดมีโอกาสรักษาให้หายได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
✅ มะเร็งปอดเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวเจริญเติบโตผิดปกติอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ และเกิดเป็นก้อนเนื้อร้ายในที่สุด โดยเชื้อร้ายนี้ นอกจากจะแทรกซึมและทำลายปอดแล้วยังมีการรุกรานไปที่อวัยวะอื่น ๆ อย่างรวดเร็วอีกด้วย กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็น เชื้อร้ายมักจะทำลายปอดจนยากที่รักษาเสียแล้ว โดยมะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ
1.มะเร็งที่เกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อของปอดเอง ถ้าตัดออกได้ตั้งแต่ระยะแรก ก็มีโอกาสหายขาด
2.มะเร็งจากอวัยวะอื่นแพร่กระจายมายังปอด เช่นมะเร็งเต้านม, มะเร็งทางเดินอาหาร ซึ่งมะเร็งเหล่านี้เป็นระยะแพร่กระจายหรือระยะที่ 4 จึงไม่สามารถทำการรักษาให้หายขาดได้
**ยกเว้นในบางรายที่ตรวจพบก้อนมะเร็งที่ปอดและอวัยวะหลักเช่นลำไส้กระจายมาที่ปอดสามารถที่จะตัดออกพร้อมกันได้
✅ ระยะของมะเร็งปอดนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง โดยกำหนดจากตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง การแพร่กระจายของมะเร็ง เซลล์และการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะร่างกาย ซึ่งระยะของมะเร็งนั้นมีความสำคัญต่อการรักษา เพราะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษา และหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด
- การสูบบุหรี่ เพราะตัวบุหรี่เองนั้นอุดมไปด้วยสารก่อมะเร็งที่จะเข้าไปทำลายเนื้อปอดในร่างกาย
- อายุ ด้วยอายุที่มากขึ้น อวัยวะและเซลล์ต่างๆในร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพลง โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน
- การได้รับสารพิษ สารกัมมันตภาพรังสีหรือมลภาวะจากท่อไอเสียรถยนต์ ซึ่งที่มีความเสี่ยงเช่น อาชีพที่ต้องทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม และในปัจจุบันอย่างฝุ่น PM 2.5
- พันธุกรรม เสี่ยงมะเร็ง พบว่าบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็ง ก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้มากกว่าค่าเฉลี่ยในคนทั่วไป
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอด
มะเร็งปอดเป็นภัยเงียบที่มักพบในผู้ที่มีพฤติกรรมหรือปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง โดยสาเหตุหลักที่สำคัญที่สุดคือการสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สูบเองหรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองก็มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ การสัมผัสสารพิษต่าง ๆ เช่น แร่ใยหิน (Asbestos), เรดอน (Radon) หรือสารเคมีบางชนิดในโรงงานอุตสาหกรรม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงได้ หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงส่วนบุคคลได้เช่นกัน และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
อาการของโรคมะเร็งปอด
ในระยะเริ่มต้น มะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่ทราบว่าเป็นโรค แต่เมื่ออาการปรากฏขึ้น มักเป็นสัญญาณสำคัญที่ควรปรึกษาแพทย์ทันที อาการที่พบบ่อยได้แก่ ไอเรื้อรัง ซึ่งอาจมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก หอบเหนื่อยง่าย แม้จะทำกิจกรรมเบา ๆ เจ็บหน้าอก มีอาการเจ็บแปลบหรือปวดร้าวบริเวณหน้าอกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อาจมีอาการอื่น ๆ เช่น เสียงแหบ เสียงเปลี่ยนโดยไม่มีสาเหตุ น้ำหนักลดผิดปกติ อย่างรวดเร็วโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน และ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า รู้สึกไม่มีแรงอยู่ตลอดเวลา
การวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด
เมื่อแพทย์สงสัยว่าเป็นมะเร็งปอด จะมีการดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อยืนยันและประเมินขอบเขตของโรค เริ่มต้นด้วยการ ซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นจะมีการตรวจทางรังสี เช่น การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อดูความผิดปกติเบื้องต้น ตามด้วย การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ช่องอก เพื่อให้ได้ภาพที่ละเอียดขึ้นและระบุตำแหน่ง รวมถึงขนาดของก้อนเนื้อได้แม่นยำยิ่งขึ้น อาจมีการ ตรวจเสมหะ และ การส่องกล้องหลอดลม (Bronchoscopy) เพื่อเข้าไปตรวจดูภายในหลอดลมและเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจ และวิธีที่สำคัญที่สุดในการยืนยันผลคือ การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ซึ่งเป็นการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากปอดไปตรวจทางพยาธิวิทยาอย่างละเอียด นอกจากนี้ อาจมีการ ตรวจเลือด เพื่อดูค่าบ่งชี้มะเร็งบางชนิดประกอบด้วย
โรคมะเร็งปอดมี 2 ชนิด
โรคมะเร็งปอดมี 2 ชนิดหลัก ๆ ประกอบไปด้วย
1. มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer)
เป็นมะเร็งปอดชนิดที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดทั้งหมด มีลักษณะเด่นคือเซลล์มะเร็งมีขนาดเล็ก เติบโตและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว มักเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่อย่างมาก และมักตอบสนองได้ดีต่อเคมีบำบัดและรังสีรักษาในระยะแรก
2. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer)
เป็นมะเร็งปอดชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ประมาณ 85-90% ของผู้ป่วยทั้งหมด มีหลายชนิดย่อย เช่น Adenocarcinoma, Squamous Cell Carcinoma และ Large Cell Carcinoma ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะเซลล์ที่แตกต่างกัน NSCLC มักเติบโตช้ากว่า SCLC และมักรักษาด้วยการผ่าตัดได้หากตรวจพบในระยะแรก ๆ นอกจากนี้ยังมีการรักษาที่หลากหลาย เช่น เคมีบำบัด รังสีรักษา และยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)
ระยะของโรคมะเร็งปอด
การแบ่งระยะของมะเร็งปอดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนการรักษาและพยากรณ์โรค
1. การแบ่งระยะมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก
เนื่องจาก SCLC แพร่กระจายเร็ว การแบ่งระยะจึงมักทำอย่างง่ายๆ เป็น 2 ระยะ
– ระยะจำกัด (Limited Stage): มะเร็งยังคงอยู่ในปอดข้างเดียว และอาจลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง ซึ่งสามารถครอบคลุมได้ด้วยการฉายรังสีบำบัดเพียงครั้งเดียว
– ระยะลุกลาม (Extensive Stage): มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังปอดอีกข้างหนึ่ง หรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ตับ กระดูก หรือสมอง
2. การแบ่งระยะมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก
การแบ่งระยะ NSCLC มีความซับซ้อนกว่า โดยใช้ระบบ TNM (Tumor, Node, Metastasis) ซึ่งพิจารณาจาก
– T (Tumor): ขนาดของก้อนมะเร็ง และการลุกลามไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียง
– N (Node): การแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง
– M (Metastasis): การแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่ห่างไกลออกไป (เช่น ตับ สมอง กระดูก)
โดยสรุป แบ่งเป็น 4 ระยะหลัก:
– ระยะที่ 1: มะเร็งมีขนาดเล็กและยังอยู่ในปอดเท่านั้น ไม่มีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น
– ระยะที่ 2: มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
– ระยะที่ 3: มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก หรือแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณที่กว้างขึ้น หรือลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง (เช่น ผนังทรวงอก)
– ระยะที่ 4: มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังอวัยวะที่ห่างไกลออกไป (เช่น ตับ กระดูก สมอง) ซึ่งเป็นระยะที่รุนแรงที่สุด
การรักษา
ในส่วนของการรักษาได้แก่ การได้ชิ้นเนื้อมายืนยันว่าก้อนเนื้อในปอดนั้นเป็นมะเร็งจริง โดยการเลาะชิ้นเนื้อไม่ว่าจะทำด้วยการส่องกล้องหรือการใช้เข็มเจาะจากภายนอกร่างกาย โดยใช้เครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเอตร์เป็นเครื่องนำทาง
หลังจากนั้นจึงส่งชิ้นเนื้อดังกล่าวมาตรวจกับแพทย์พยาธิวิทยา เพื่อทำการตรววจย้อมสีพิเศษและดูลักษณะของเซลล์ เพื่อจำแนกชนิดย่อยของมะเร็งและทำการปรึกษาแพทย์มะเร็งร่วมกับแพทย์โรคปอด แพทย์ผ่าตัด และรังสีแพทย์ เพื่อวางแผนเลือกวิธีการรักษา
การผ่าตัดนำมะเร็งออก ทำได้ในมะเร็งระยะแรกแต่หากก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่เกินไปจึงจำเป็นที่ต้องใช้ยาเคมีและยามุ่งเป้า เพื่อให้ก้อนมีขนาดเล็กลง และอาจใช้รังสีรักษาร่วมด้วย หากก้อนมะเร็งยุบลงจนผ่าตัดได้ก็มีโอกาสที่จะนำก้อนมะเร็งออกได้
แต่หากมีการกระจายเพิ่มขึ้นก็จำเป็นที่ต้องรักษาแบบมะเร็งระยะแพร่กระจาย
การรักษามะเร็งระยะกระจาย มีเป้าหมายเพื่อคุมโรคไม่ให้กระจายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมีสภาพชีวิตที่ดี และยาวนานขึ้น
แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
อายุรแพทย์โรคมะเร็งจะทำการพิจารณาเลือกใช้ยาจากข้อมูลของผู้ป่วย , ผลตรวจพันธุ์กรรมมะเร็งแล้วเลือกใช้ยากลุ่มเหล่านี้
-มะเร็งปอดระยะกระจายมีทางเลือกในการรักษาที่ดีกว่ายาเคมีบำบัด ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ยาเคมีบำบัด แบบฉีดหรือยาเคมีบำบัดแบบกิน ซึ่งเป็นเทคโลยีใหม่ มีผลข้างเคียงน้อยกว่า รับยาได้สะดวกกว่า
กลุ่มที่ 2 ยามุ่งเป้า (Targeted drugs) เป็นการใช้ยาที่ตรงกับพันธุ์กรรมของเซลล์มะเร็งปอดในแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถตรวจได้จากการเจาะเลือดหรือใช้ชิ้นเนื้อจากเซลล์มะเร็งปอด
กลุ่มที่ 3 ยาปลดเบรกภูมิต้านทาน เนื่องจากเซลล์มะเร็งปอดบางชนิดจะมีกลไกที่ยับยั้งไม่ให้เซลล์ภูมิต้านทานเข้าไปทำลายมะเร็ง การรักษาที่ตรงจุด คือการจัดการที่ตัวเบรกภูมิต้านทาน ซึ่งปัจจุบันเราสามารถตรวจได้จากการใช้ชิ้นเนื้อมะเร็งหรือจากการเจาะเลือดผู้ป่วยได้บางกรณี
การป้องกันเพื่อห่างไกลจากมะเร็ง
แนะนำให้มาปรึกษาแพทย์โรคปอดเกี่ยวกับหยุดสูบบุหรี่ และประเมินสุขภาพปอดว่ามีความเสียหายจากการสูบบุหรี่มากน้อยเพียงใด เช่นการเกิดภาวะถุงลมโป่งพองหรือการตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะแรก










