แม่ทุกคนต้องรู้ อาหารและพฤติกรรมที่ช่วยควบคุมเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษเพราะนอกจากสุขภาพของตัวคุณแม่เองแล้ว ยังมีสุขภาพของลูกน้อยที่ต้องใส่ใจด้วย โดยภาวะหนึ่งที่พบได้บ่อยและต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงตั้งครรภ์ คือ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงผิดปกติในช่วงตั้งครรภ์ โดยทั่วไปภาวะนี้จะหายไปเองหลังคลอดแต่ถ้าหากไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อย เช่น ลูกมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ คลอดยากหรือเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต การทำความเข้าใจลักษณะของโรค อาการที่ควรสังเกต รวมถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตจึงเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการกับภาวะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เบาหวานตอนตั้งครรภ์ คืออะไร เป็นแล้วสามารถหายได้ไหม
เบาหวานขณะครรภ์ คือ ภาวะที่ร่างกายของคุณแม่ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอในช่วงที่ตั้งครรภ์ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่ที่ไปรบกวนการทำงานของอินซูลิน ทำให้เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินลดลงหรือที่เรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งมักตรวจพบในช่วงไตรมาสที่สองหรือสามของการตั้งครรภ์และส่วนใหญ่เบาหวานตอนตั้งครรภ์จะหายไปได้เองหลังจากคลอดบุตรภายใน 6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามคุณแม่ที่เคยเป็นเบาหวานในช่วงตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใน 5-10 ปีหลังคลอดบุตร
อาการเตือนขณะตั้งครรภ์ เมื่อเป็นเบาหวาน
เบาหวานในขณะตั้งครรภ์มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนในระยะแรก ทำให้คุณแม่ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้จนกว่าจะได้รับการตรวจคัดกรองระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงการฝากครรภ์ ซึ่งมักทำในช่วงสัปดาห์ที่ 24-28 ของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามในบางกรณีหากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากอาจมีอาการเตือนบางอย่างที่สังเกตได้ เป็นอาการที่คล้ายคลึงกับอาการทั่วไปของโรคเบาหวาน เช่น กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลียง่าย เป็นต้น อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ในทันทีหากมีข้อสงสัย

เบาหวานตอนตั้งครรภ์แบบไหน ควรรีบมาพบสูตินรีแพทย์
แม้การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะเป็นขั้นตอนปกติในการฝากครรภ์ช่วงอายุครรภ์ 24–28 สัปดาห์ แต่ในบางกรณีคุณแม่อาจต้องพบแพทย์เร็วกว่านั้น ถ้าหากมีสัญญาณเตือนหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย การเข้าใจถึงระดับน้ำตาลในเลือด อาการผิดปกติและประวัติสุขภาพก่อนตั้งครรภ์จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
กรณีได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์และพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ ก่อนอาหาร มากกว่า 95 mg/dL หรือ 1 ชั่วโมงหลังอาหาร มากกว่า 140 mg/dL หรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร มากกว่า 120 mg/dL คุณแม่จะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์และนักโภชนาการ เพื่อวางแผนการควบคุมระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด
อาการผิดปกติ
แม้ว่าเบาหวานตอนตั้งครรภ์มักจะไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่คุณแม่บางคนอาจสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในร่างกายซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้รีบปรึกษาแพทย์ อาการเหล่านี้แม้จะคล้ายกับอาการทั่วไปของการตั้งครรภ์ แต่หากรู้สึกว่าเกิดขึ้นมากผิดปกติหรือรบกวนในการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เช่น
– ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืนมากกว่าปกติในช่วงตั้งครรภ์
– กระหายน้ำบ่อยผิดปกติแม้จะดื่มน้ำมากเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกกระหาย
– หิวบ่อยแม้จะรับประทานอาหารบ่อยครั้งแต่ยังรู้สึกไม่อิ่ม
– น้ำหนักลดหรือเพิ่มมากผิดปกติ
มีประวัติเสี่ยง
คุณแม่ที่มีประวัติเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานตอนตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ หรือปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพล่วงหน้า โดยเฉพาะในกรณีที่เคยมีประวัติเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ในการตั้งครรภ์ครั้งก่อนเนื่องจากมีโอกาสสูงที่จะเป็นซ้ำในครั้งถัดไป หรือผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัว ( พ่อ,แม่,พี่,น้อง ) เป็นโรคเบาหวานก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน รวมถึงคุณแม่ที่มีภาวะอ้วนก่อนตั้งครรภ์โดยมีดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 30 หรือเคยคลอดลูกที่มีน้ำหนักแรกคลอดเกิน 4 กิโลกรัม เหตุผลเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นเบาหวานในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์
การดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมเบาหวานขณะตั้งครรภ์ให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนแต่ยังช่วยให้ลูกน้อยเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรงและปลอดภัยในครรภ์ โดยหัวใจสำคัญของการดูแล คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเข้าใจและมีวินัย โดยแบ่งเป็น
ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการกับเบาหวานตอนตั้งครรภ์และช่วยให้คุณแม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมสุขภาพที่ดีตลอดการตั้งครรภ์ เช่น
– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ โยคะสำหรับคนท้อง ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยให้ร่างกายใช้อินซูลินได้ดีขึ้นและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
– ควบคุมน้ำหนักตามเกณฑ์
การควบคุมน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการ เบาหวานในขณะตั้งครรภ์
ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร
การวางแผนโภชนาการในการควบคุมเบาหวานช่วงตั้งครรภ์ ควรปรึกษานักโภชนาการเพื่อวางแผนอาหารที่เหมาะสม เช่น
– เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
เน้นข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ธัญพืชไม่ขัดสี แทนข้าวขาว ขนมปังขาวและน้ำตาลทราย เนื่องจากมีใยอาหารสูงและย่อยช้า
– แบ่งมื้ออาหารย่อยๆ
รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน แทน 3 มื้อใหญ่ เพื่อรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่
– จำกัดปริมาณน้ำตาลและไขมัน
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน ขนมหวาน อาหารแปรรูปและอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
– เพิ่มใยอาหาร
รับประทานผัก ผลไม้ และถั่วต่างๆ เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและส่งเสริมสุขภาพลำไส้
ปรับพฤติกรรมด้านจิตใจ
ความเครียดสามารถส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ การจัดการความเครียดจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลตัวเอง เช่น
– ฝึกผ่อนคลาย
ลองหาวิธีคลายความเครียดที่เหมาะกับตัวเอง เช่น เล่นโยคะเบาๆ ฝึกสมาธิ การหายใจลึกๆ ช้าๆ หรือฟังเพลงสบายๆ เพื่อช่วยให้จิตใจสงบ
– นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนไม่พอส่งผลกระทบต่อการควบคุมระดับน้ำตาลจึงควรจัดเวลานอนให้เพียงพอและมีคุณภาพ
– ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
อย่าเก็บความกังวลไว้คนเดียว การพูดคุยระบายความรู้สึกกับคู่สมรส ครอบครัวหรือเพื่อนสนิท การได้รับการสนับสนุนจากคนใกล้ชิดจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและมีกำลังใจมากขึ้น
สรุป
เบาหวานช่วงตั้งครรภ์เป็นภาวะที่ต้องให้ความสำคัญและใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ แม้ว่าส่วนใหญ่จะหายไปได้เองหลังคลอด แต่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติในระหว่างตั้งครรภ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการจัดการความเครียดล้วนเป็นปัจจัยหลักในการควบคุมระดับน้ำตาล โรงพยาบาลสินแพทย์มีแพทย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิดช่วยให้คุณแม่ได้รับการดูแลและคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้คุณแม่สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาตั้งครรภ์ไปได้อย่างราบรื่นและมีลูกน้อยที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์










