อาการของ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) จะมีความรุนแรงและฉับพลันกว่าไข้หวัดธรรมดามาก โดยอาการมักจะปรากฏหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1–4 วัน
อาการที่พบได้บ่อย
- ไข้สูง มักมีไข้สูงเฉียบพลัน (38 องศาเซลเซียสขึ้นไป) และไข้มักจะอยู่นานประมาณ 3–4 วัน
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ปวดตามตัว ปวดแขนขา ปวดหลัง หรือปวดข้อ บางคนรู้สึกปวดจนขยับตัวลำบาก
- อ่อนเพลียมาก รู้สึกเพลียอย่างรุนแรงจนไม่มีแรงทำกิจกรรมต่างๆ มักจะนอนซม
- ปวดศีรษะ มักปวดรุนแรงบริเวณหน้าผากหรือกระบอกตา
- อาการทางเดินหายใจ ไอแห้งๆ มักจะไอมากและไอต่อเนื่อง เจ็บคอ คอแดง
ทำไมต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี ?
- เชื้อกลายพันธุ์: ไวรัสไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี วัคซีนแต่ละปีจึงถูกพัฒนาให้ตรงกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในขณะนั้น
- ภูมิคุ้มกันลดลง: ภูมิคุ้มกันในร่างกายเรามีวันหมดอายุ จะค่อยๆ ลดระดับลงตามอายุ
- กระตุ้นภูมิ: การฉีดทุกปีช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมี “เกราะป้องกัน” ในระดับที่สูงเพียงพอเสมอ โดยภูมิคุ้มกันจะเริ่มทำงานเต็มที่หลังฉีด 7-14 วันค่ะ
แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก่อนฤดูที่มีการระบาด และฉีดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ทุกปี และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ลดต่ำลงได้ในระยะเวลาไม่นาน ดังนั้นการฉีดวัคซีนทุกปีจึงเป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูง ซึ่งภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นหลังจากฉีด 7 – 14 วัน ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในแต่ละปี
อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
ได้แก่ อาการปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด ไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายเองได้ภายใน 3 วัน
ข้อห้ามใช้ในการฉีดวัคซีน
• เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรงหรือแพ้สารประกอบอื่น ๆ ในวัคซีนอย่างรุนแรง
• กำลังมีไข้หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือเพิ่งหายจากการเจ็บป่วยเฉียบพลันมาไม่เกิน 7 วัน
• ยังมีโรคประจำตัวเรื้อรังที่มีอาการกำเริบ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น หอบเหนื่อย หรือยังคุมอาการของโรคไม่ได้










