ภาวะมีบุตรยาก

19 มี.ค. 2564 | เขียนโดย ศูนย์ผู้มีบุตรยากและศูนย์สุขภาพสตรี รพ.สินแพทย์

ในปัจจุบันพบภาวะมีบุตรยากมากขึ้น เนื่องจากคู่สมรสมักแต่งงานเมื่ออายุมากขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการมีบุตรยาก



ในปัจจุบันพบภาวะมีบุตรยากมากขึ้น เนื่องจากคู่สมรสมักแต่งงานเมื่ออายุมากขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการมีบุตรยาก

เมื่อไหร่จึงเรียกว่ามีบุตรยาก?

ภาวะมีบุตรยาก หมายถึง การที่คู่สมรสนั้นไม่สามารถตั้งครรภ์ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยที่ไม่มีการคุมการกำเนิด และมีเพศสัมพันธ์กันสม่ำเสมอ

สาเหตุของการมีบุตรยาก มีอะไรบ้าง?

พบว่าปัญหาส่วนใหญ่ของการมีบุตรยาก เกิดจากฝ่ายชาย 40% จากฝ่ายหญิงประมาณ 50% อีก 10% ไม่พบสาเหตุของการมีบุตรยาก

 

ฝ่ายชาย : เกิดจากการสร้างเชื้ออสุจิที่ผิดปกติทั้งคุณภาพ และปริมาณ

 

ฝ่ายหญิง : เกิดจากความผิดปกติจากการสร้าง หรือการตกไข่ ความผิดปกติของอุ้งเชิงกราน และหลอดมดลูก ความผิดปกติของปากมดลูกและความผิดปกติของช่องคลอด เช่น มีแผ่นกั้นช่องคลอด

 

ปัจจัยอื่นๆ : การมีเพศสัมพันธ์ห่างเกินไป ความเครียด หรือ โรคประจำตัวทางร่างกายอื่นๆ

 

 

การหาสาเหตุของภาวะการมีบุตรยาก

 

ควรทำพร้อมกันทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงเพื่อจะได้รักษา และแก้ไขที่สาเหตุได้ถูกต้อง

 

มื่อไปพบแพทย์จะต้องผ่านขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

 

สำหรับฝ่ายหญิง : จะได้รับการซักประวัติโรคประจำตัว ประวัติการเจ็บป่วย การมีประจำเดือน และการมีเพศสัมพันธ์พร้อมทั้งตรวจร่างกายและตรวจเลือดอย่างละเอียด ดูระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง บางรายอาจจำเป็นต้องฉีดสารทึบแสงเอ็กซเรย์เพื่อตรวจดูโพรงมดลูกและท่อนำไข่ปกติหรือไม่ ทำอัลตราซาวนด์ หรือส่องกล้องตรวจช่องท้อง หรือส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะภายใน การพิจารณาตรวจนั้นแพทย์จะค่อยๆทำไปทีละขั้นตอน

 

สำหรับฝ่ายชาย : ทำได้ง่าย เพียงตรวดน้ำเชื้อปริมาณ และคุณภาพของตัวอสุจิก็สามารถบอกได้ว่า มีสาเหตุของภาวะมีบุตรยากหรือไม่

 

หลังตรวจหาสาเหตุแล้วจะมีการรักษาอย่างไรบ้าง?

  • ถ้าผลการตรวจทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์จะแนะนำให้มีเพศสัมพันธ์กันในช่วงที่มีการตกไข่
  • หากพบความผิดปกติก็จะรักษาตามสาเหตุ เช่น

 

 ถ้าไม่มีการตกไข่ ก็จะหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร หากมีระดับฮอร์โมนผิดปกติ ก็จะแก้ไขเรื่อง ภาวะฮอร์โมน หรือให้ยากระตุ้นการตกไข่

 

ถ้าพบมีการติดเชื้อ ก็ให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อโรค

 

ถ้าพบว่ามีพังผืดที่มดลูก ท่อนำไข่ หรือรังไข่ก็จะผ่าตัดเลาะพังผืดออก และเนื่องจากท่อน้ำไข่เป็นอวัยวะ ที่มีขนาดเล็กมาก จำเป็นต้องผ่าออกโดยใช่กล้องจุลทรรศน์ และเครื่องมือขนาดเล็ก เพื่อให้ได้ผลดีมากที่สุด

 

  • หากรักษาภาวะผิดปกติแล้ว ยังไม่มีบุตรได้ตามกลไกธรรมชาติอาจจำเป็นต้องพิจารณาใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

 

ปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง?

  • รอบของการรักษาถูกยกเลิกไป เนื่องจากได้ถุงไข่จำนวนน้อยเกินไปหรือมากเกินไปทำให้รังไข่บวมมีน้ำในช่องท้อง หรือช่องปอด
  • ไข่ที่เก็บได้ไม่มีการปฏิสนธิ
  • มีการอักเสบติดเชื้อจากการเก็บไข่ หรือใส่ตัวอ่อน
  • การตั้งครรภ์แฝด
  • การแท้ง ซึ่งมีโอกาสแท้งได้สูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย

 

ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรหลังได้รับการรักษา ?

  • สามารถปฏิบัติตัวตามสบาย หรือปฏิบัติภากิจตามปกติได้ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาลบาล
  • ไม่ควรยกของหนัก และออกกำลังกายหักโหม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้ทุกชนิด
  •  ลดความวิตกกังวล ความเครียด
  • รับประทานยา และใช้ยาตามแพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
  • หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

 

การเก็บเชื้ออสุจิทำอย่างไร

  • ควรงดการหลั่งน้ำเชื้อ 2-3 วัน ก่อนจะถึงวันเก็บน้ำเชื้อ
  • ล้างมือและอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนทำการเก็บทุกครั้ง
  • ห้ามใช้ถุงยางอนามัยในการเก็บน้ำเชื้อ เนื่องจากถุงยางอนามัยมีน้ำยาหล่อลื่น ซึ่งสามารถทำลายตัวอสุจิได้
  • เก็บน้ำเชื้อใส่ภาชนะที่โรงพยาบาลเตรียมให้เท่านั้นเมื่อเก็บได้แล้ว ให้รีบปิดฝา แล้วนำมาส่งห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลภายใน 2 ชั่วโมง (ห้ามใส่ตู้เย็นหรือแช่แข็งมา)
  • วีการเก็บน้ำเชื้อที่ดีที่สุด คือ วิธีการช่วยเหลือตัวเอง (Masturbation) แต่ถ้าในกรณีที่ไม่สามารถเก็บน้ำเชื้อด้วยวีนี้ได้ ก็สามารถร่วมเพศกับภรรยาได้แต่เมื่อจะหลั่งให้หลั่งข้างนอกใส่ภาชนะที่จัดเตรียมไว้ควรระบุเวลาที่เก็บได้ไว้ที่ภาชนะด้วย

 

การเลี้ยงตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสท์ หรือ Blasticyst Culture คืออะไร?

คือการเลี้ยงตัวอ่อนภายหลังการเกิดปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ในห้องปฏิบัติการ เป็นระยะเวลาประมาณ 4 วันจากตัวอ่อนระยะ 1 เซลล์ แบ่งตัวเป็น 2 เซลล์ เป็น 4 เซลล์ เป็น 8 เซลล์ เป็น 32 เซลล์ จนมีจำนวนมากกว่า 100 เซลล์ และรวมกันแน่นเป็นก้อนเรียกว่า Compacted Stage Embryo หลังจากนั้นจะเจริญเป็นตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ในที่สุด

โดยมีจุดมุ่งหมายของการเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะบลาสโตซิสท์ คือ เป็นตัวอ่อนที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด เป็นระยะที่อยู่ในโพรงมดลูกจริงตามธรรมชาติเมื่อถูกนำกลับคืนเข้าสู่โพรงมดลูกจึงเหมือนกับธรรมชาติมากที่สุด เป็นผลให้มีโอกาสในการตั้งครรภ์สูงขึ้น

ในกรณีที่ฝ่ายชายเป็นหมันต้องทำอย่างไร?

    มีเทคโนโลยีการทำเทเซ่ (Testicular Sperm extraction : TESE) คือ ในกรณีที่ฝ่ายชายเป็นหมันไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาเลย ซึ่งอาจมีสาเหตุจากท่อนำอสุจิอุดตัน ไม่มีท่อนำอสุจิแต่กำเนิด มีปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งอสุจิ ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาตายหมด เคยมีการอักเสบของอัณฑะทำให้มีการสร้างอสุจิน้อยมากวิธีการนี้เป็นการผ่าตัดเล็กๆ และมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยจะตัดเนื้อเยื่อบางส่วนเล็กๆหรือใช้เข็มเล็กๆ ดูดเนื้อเยื่อของอัณฑะมาบดกาตัวอสุจิ ซึงส่วนใหญ่พบว่า มักจะมีการสร้างตัวอสุจิ จากนั้นก็ดำเนินการด้วยวิธีอิ๊กซี่ต่อไป

 

อัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ ด้วยวิธีการต่างๆมีมากน้อยเพียงใด?         

ความสำเร็จในแต่ละตอนของการรักษาจะแตกต่างกันตามวิธีการ ดังนี้

  • การคัดเลือกเชื้ออสุจิฉีดผสมเทียม (IUI) อัตราความสำเร็จประมาณ 10 – 15 %
  • การทำกิ๊ฟ เด็กหลอดแก้ว และอิ๊กซี่ อัตราความสำเร็จประมาณ 30 – 60 %

ความสำเร็จในการตั้งครรภ์ นอกจากจะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี หรือวีการแล้ว ความร่วมมือกันของสามีภรรยาในการให้กำลังใจซึ่งกันละกัน ให้ความร่วมมือในการรักษาในขั้นตอนต่างๆร่วมกันมาเป็นเพื่อนภรรยาทุกครั้งที่แพทย์นัดเท่าที่จะทำได้ อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น

 

 

SHARE
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ