ปัญหาเรื่อง ตกขาวสีขาวขุ่น และกลิ่นไม่พึงประสงค์บริเวณจุดซ่อนเร้น ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สร้างความกังวลและบั่นทอนความมั่นใจให้กับผู้หญิงได้ไม่น้อย แม้ว่าการมีตกขาวจะเป็นเรื่องธรรมชาติตามกลไกปกติของร่างกายที่ขับออกมาเพื่อทำความสะอาดและกษาสมดุลในช่องคลอด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ตกขาวนั้นเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นสี ลักษณะ หรือกลิ่น โดยเฉพาะเมื่อมีสีขาวขุ่นข้นคล้ายแป้งเปียกหรือโยเกิร์ต พร้อมกับอาการคันและกลิ่นผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ร่างกายกำลังบอกเรา การทำความเข้าใจถึงต้นตอของปัญหาและแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
ช่องคลอดมีกลิ่นและตกขาวสีขาวขุ่น สัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจ
“น้องสาวมีกลิ่นคาว” ปัญหาที่สร้างความหนักใจให้คุณผู้หญิงหลายคน เพราะทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ กระทบกระเทือนกับการใช้ชีวิตประจำวัน จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งที่ดูแลรักษาความสะอาดเป็นอย่างดีแล้ว แต่ทำไมช่องคลอดถึงมีกลิ่นเหม็น
เพื่อคลายความสงสัย และช่วยให้ตระหนักถึงปัญหาช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น ทั้งแบบที่คันและไม่คันบทความนี้จะพาไปรู้ถึงสาเหตุว่าอาการช่องคลอดมีกลิ่นเกิดจากอะไร และจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไรบ้าง ?
ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็นเกิดจากอะไร ?
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ฮอร์โมนเพศหญิงอย่างเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน มีบทบาทสำคัญต่อความสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ไม่ว่าจะเป็นไปตามช่วงวัย หรือช่วงรอบเดือน รวมไปถึงการตั้งครรภ์ และวัยหมดประจำเดือน ล้วนส่งผลต่อสมดุลแบคทีเรียในช่องคลอด และทำให้เกิดกลิ่นเหม็นได้
ขาดความใส่ใจในสุขอนามัย
สุขอนามัยก็เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาช่องคลอดมีกลิ่นเช่นเดียวกัน โดยถ้าหากขาดการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะหลังการขับถ่าย หรือในช่วงที่มีประจำเดือนไม่เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ ก็ส่งผลให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย จนนำไปสู่การเกิดปัญหาช่องคลอดมีกลิ่นได้
ดูแลรักษาความสะอาดไม่ถูกวิธี
ถึงแม้จะมั่นใจว่าหมั่นทำความสะอาดช่องคลอดอยู่เสมอ แต่ถ้าหากทำไม่ถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการสวนล้างช่องคลอด หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีส่วนผสมของน้ำหอมและสารเคมี ก็จะส่งผลให้สมดุลของแบคทีเรียธรรมชาติในช่องคลอดผิดปกติ และก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นได้
ติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis: BV) ในช่องคลอด
หากเกิดภาวะเสียสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด โดยแบคทีเรียชนิดแลคโตบาซิลไล (Latobacilli) ลดลง และแบคทีเรียแอนแอโรบส์ (Anaerobes) มีจำนวนมากขึ้น จะส่งผลให้เกิดภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย มีตกขาวสีขาวขุ่น กลิ่นเหม็นคาวปลา คัน และระคายเคืองอีกด้วย
มีภาวะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โรคบางชนิด เช่น หนองในเทียม หนองในแท้ มีอาการตกขาวผิดปกติ กลิ่นเหม็น คัน และยังก่อให้เกิดอาการระคายเคือง รู้สึกแสบขัดเวลาปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์
รับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรงหรือรสจัด
ปัญหาช่องคลอดมีกลิ่น ในหลายครั้งมีสาเหตุมาจากอาหารบางชนิด เช่น กระเทียม หัวหอม สะตอ หน่อไม้ฝรั่ง หรือเครื่องเทศบางอย่าง เนื่องจากมีสารที่ร่างกายขับออกมาทางเหงื่อและปัสสาวะ ส่งผลต่อกลิ่นในช่องคลอดได้

ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น มีวิธีแก้และรักษาอย่างไร ?
สำหรับคุณผู้หญิงที่ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น แต่ไม่คัน หรือมีอาการคันร่วมด้วย สามารถแก้ไขตามวิธีการทำความสะอาดช่องคลอดอย่างถูกวิธี และปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อที่แพทย์จะให้คำแนะนำและจ่ายยามาใช้รักษาอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
แต่หากสังเกตว่าช่องคลอดมีกลิ่นเหม็นที่รุนแรงขึ้น ร่วมกับอาการแสบคัน ระคายเคือง หรือมีตกขาวสีขาวขุ่น สีเหลือง รวมถึงมีเลือดปน ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยสาเหตุที่ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น และให้แพทย์แนะนำแนวทางการรักษาตามความผิดปกติที่เกิดขึ้นต่อไป
วิธีป้องกันช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น
- ป้องกันการติดโรคทางเพศสัมพันธ์
- สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน
- รักษาสุขภาพโดยรวมอยู่เสมอ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงจากความเครียด
- รักษาสุขอนามัยบริเวณช่องคลอดอย่างถูกวิธี
- ทำความสะอาดหลังการขับถ่ายด้วยน้ำสะอาด และใช้ทิชชูซับให้แห้งสนิท
- หมั่นเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ ในช่วงที่มีรอบเดือน
- ควรใช้แผ่นอนามัยเฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็น
- ทำความสะอาดกางเกงในอย่างถูกวิธี เลือกใช้เนื้อผ้าที่ระบายอากาศดี ลดความอับชื้น
- ดูแลสุขอนามัยหลังมีเพศสัมพันธ์ ด้วยการล้างทำความสะอาดบริเวณภายนอกด้วยน้ำสะอาด ไม่จำเป็นต้องล้างภายในช่องคลอด
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจหาความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ และควรปรึกษาแพทย์ทันที เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติบริเวณช่องคลอด
สาเหตุของตกขาวสีขาวขุ่น
ตกขาวสีขาวขุ่นสามารถเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปกติของร่างกายในช่วงรอบเดือน หรือเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ โดยสาเหตุหลัก ๆ ได้แก่
– การติดเชื้อแบคทีเรีย: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของตกขาวผิดปกติ ทำให้ตกขาวสีขาวขุ่นมีกลิ่นเหม็นคาว การติดเชื้อประเภทนี้มักเกิดจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด
– การติดเชื้อยีสต์: จะทำให้ตกขาวข้น มีกลิ่นอ่อนหรือไม่มีกลิ่นร่วมกับอาการคัน
– การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน: ระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงรอบเดือน หรือวัยหมดประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเอสโตรเจนสามารถทำให้ตกขาวสีขาวขุ่นเพิ่มขึ้น
– ปัจจัยด้านสุขอนามัย: การใช้ผลิตภัณฑ์ล้างจุดซ่อนเร้นที่มีสารเคมีรุนแรง การสวมใส่กางเกงรัดหรือกางเกงในไม่ระบายอากาศ อาจทำให้ช่องคลอดเกิดการระคายเคืองและตกขาวเพิ่ม
– โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด: อาจทำให้ตกขาวมีสีขาวขุ่น ปนสีเหลืองหรือเขียว และมีกลิ่นเหม็น
สิ่งที่ควรสังเกต
มีตกขาวสีขาวขุ่น ต้องสังเกตอะไรเพิ่มบ้าง? ก่อนไปพบแพทย์ ลองสังเกตอาการตัวเองเบื้องต้นตามนี้ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่ายและแม่นยำขึ้น
– ลักษณะของตกขาว: ลองดูว่าตกขาวเป็นแบบไหน? เป็นก้อนคล้ายนมบูด, ข้น ๆ เหมือนแป้งเปียก หรือมีลักษณะคล้ายโยเกิร์ต?
– กลิ่น: มีกลิ่นผิดปกติไหม? เช่น กลิ่นอับ ๆ เหม็นเปรี้ยว หรือมีกลิ่นคาวปลา
– อาการร่วมอื่น ๆ: รู้สึกคัน แสบร้อน หรือมีรอยบวมแดงบริเวณอวัยวะเพศหรือไม่? มีอาการเจ็บตอนปัสสาวะ หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือเปล่า?
– ช่วงเวลาที่เริ่มเป็น: อาการที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับช่วงไหนเป็นพิเศษ? เช่น เพิ่งเริ่มกินยาบางอย่าง, เป็นช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน หรือเพิ่งมีกิจกรรมทางเพศ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ถึงแม้ว่าการติดเชื้อราบางชนิดอาจรักษาได้ด้วยยาที่หาซื้อได้เอง แต่ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจและรับการรักษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ
– ไม่เคยมีอาการลักษณะนี้มาก่อน
– มีอาการตกขาวผิดปกติร่วมกับอาการปวดท้องน้อย มีไข้ หรือรู้สึกไม่สบาย
– สงสัยว่าอาจเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
– ใช้ยารักษาเชื้อราด้วยตนเองแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-7 วัน หรือกลับมาเป็นซ้ำ
– กำลังตั้งครรภ์
– มีตกขาวเป็นสีเทา เขียวหรือมีเลือดปน
การดูแลตนเอง
การดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันและลดอาการตกขาวสีขาวขุ่น สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้
– สะอาด แต่พอดี: ทำความสะอาดแค่ภายนอกด้วยน้ำสะอาดหรือผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนก็พอ ไม่จำเป็นต้องสวนล้างเข้าไปในช่องคลอด เพราะจะไปทำลายแบคทีเรียดี ๆ ที่ช่วยรักษาสมดุลตามธรรมชาติ
– เช็ดให้แห้งเสมอ: หลังทำความสะอาด ควรซับให้แห้งสนิท โดยเช็ดจากหน้าไปหลังเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากทวารหนัก
– เลือกเสื้อผ้าโปร่งสบาย: ใส่กางเกงชั้นในผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงกางเกงรัดรูปหรือผ้าที่ทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย
– เลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม: งดใช้สเปรย์ ผ้าอนามัย หรือผลิตภัณฑ์ดูแลจุดซ่อนเร้นที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง
– ปรับเรื่องอาหาร: ลองลดของหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง เพราะน้ำตาลเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อรา และทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติหรือโพรไบโอติกส์เพื่อเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีให้ร่างกาย
– มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย: การใช้ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของตกขาวผิดปกติ
– พักผ่อนให้เพียงพอ: ความเครียดและการพักผ่อนน้อยทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงได้
คำถามที่พบบ่อย FAQ
ตกขาวสีขาวขุ่นเป็นเรื่องปกติหรือไม่?
บางกรณีตกขาวสีขาวขุ่นเป็นเรื่องปกติของร่างกาย โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือนหรือระหว่างตั้งครรภ์ แต่หากมีลักษณะผิดปกติ เช่น กลิ่นแรงหรือมีอาการคัน ควรไปพบแพทย์
การรักษาตกขาวผิดปกติทำได้อย่างไรบ้าง?
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากเกิดจากการติดเชื้อรา แพทย์มักจะให้การรักษาด้วยยาต้านเชื้อรา ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาเหน็บช่องคลอด ยาทาภายนอก และยารับประทาน หากเกิดจากภาวะช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย จะใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา สิ่งสำคัญคือต้องใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจนครบกำหนด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ
ควรดูแลสุขอนามัยของจุดซ่อนเร้นอย่างไรเพื่อป้องกันตกขาวผิดปกติ?
ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอกด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่อ่อน ๆ วันละ 1-2 ครั้ง หลังเข้าห้องน้ำให้เช็ดจากหน้าไปหลังเสมอ สวมใส่กางเกงในผ้าฝ้ายที่สะอาดและแห้งสนิท หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมบริเวณจุดซ่อนเร้น และมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
หากปฏิบัติตามแนวทางข้างต้นนี้ แต่ภาวะช่องคลอดมีกลิ่นยังไม่หายไป ควรไปพบแพทย์ที่แผนกสูตินรีเวช ที่โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา
นัดหมายออนไลน์หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-793-5000










