ภาวะตาบอดสี ( Color blindness ) หรือ ภาวะเห็นสีบกพร่อง ( Color vision deficiency )
ตาบอดสี หรือ Color blindness เป็นภาวะที่ดวงตาไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของสีบางสีได้ หรือรับรู้สีผิดไปจากความเป็นจริง โดยเป็นมักเป็นมาแต่กำเนิดและพบบ่อยในเพศชาย แม้ส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาหาย แต่ด้วยความเข้าใจและการดูแลอย่างถูกต้องจะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพไม่ต่างจากผู้อื่น
ภาวะตาบอดสีเกิดจากอะไร ?
ภาวะตาบอดสี เกิดจากความบกพร่องของเซลล์รับแสงรูปกรวยในจอประสาทตา ซึ่งทำหน้าที่ในการรับรู้และแยกแยะสีต่าง ๆ โดยปกติเซลล์รูปกรวยจะมี 3 ชนิด เพื่อรับสีหลัก คือ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน โดยความบกพร่องอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้
สาเหตุทางพันธุกรรม
- เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุด ( มากกว่า 99% ) โดยเฉพาะภาวะตาบอดสีแดงและสีเขียว
- ยีนที่ผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X ถ่ายทอดแบบ X-linked recessive ทำให้ภาวะนี้พบในเพศชายบ่อยกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจน โดยเพศชายมีโอกาสเกิดประมาณ 1 ใน 12 คน และเพศหญิงมีโอกาสเกิดประมาณ 1 ใน 200 คน
- เพศหญิงมักเป็นพาหะ คือมียีนผิดปกติแต่ตัวเองอาจไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย แต่สามารถถ่ายทอดยีนนี้ไปยังลูกหลานได้
สาเหตุที่เกิดขึ้นภายหลัง
- โรคของจอประสาทตาหรือเส้นประสาทตา เช่น โรคต้อหิน โรคเบาหวานขึ้นจอตา โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
- การบาดเจ็บที่ตาหรือสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลภาพ
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น Digoxin Chloroquine Ethambutol
- ความเสื่อมของจอประสาตาตามอายุ

ภาวะตาบอดสีมีกี่ประเภท ?
1. ตาบอดสีแดง-เขียว ( Red-Green Color Blindness ) พบได้บ่อยสุด
- Protanomaly มองเห็นสีแดงไม่สดใส มักดูจางคล้ำและกลืนกับสีเขียว
- Protanopia ไม่เห็นสีแดงเลย
- Deuteranomaly มองเห็นสีเขียวไม่สดใส จะพบมากสุด
- Deuteranopia ไม่เห็นสีเขียวเลย
2. ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง ( Blue-Yellow Color Blindness ) พบได้น้อย
- Tritanomaly แยกสีน้ำเงินกับสีเขียว และสีเหลืองกับสีแดงได้ยาก
- Tritanopia ไม่เห็นสีน้ำเงินและสีเหลือง
3. ตาบอดสีทั้งหมด ( Monochromacy ) พบได้น้อยมาก
- มองเห็นโลกเป็นสีขาวดำและเฉดสีเทา มักมีปัญหาด้านการมองเห็นอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น สายตาสั้นมาก โดยเกิดจากโรคทางพันธุกรรมรุนแรง
สังเกตอย่างไรว่าเด็กมีภาวะตาบอดสี ?
การสังเกตตาบอดสีในเด็กทำได้ยาก เพราะว่าเด็กยังไม่สามารถสื่อสารเรื่องสีได้ชัดเจน ควรสังเกตอาการและพฤติกรรม ดังนี้
- ไม่สามารถจดจำสี หรือแยกสีต่าง ๆ ได้แบบเด็กในวัยเดียวกัน
- เรียกสีผิด เช่น บอกว่าสีแดงเป็นสีดำ
- แยกของเล่นสีคล้ายกันไม่ได้
- วาดรูประบายสีผิดจากความจริง เช่น ท้องฟ้าเป็นสีเขียว หรือต้นไม้เป็นสีเทา
- มีปัญหาในการทำแบบฝึกหัดหรือการบ้านที่มีสีเป็นตัวชี้นำ
- อ่านหนังสือยากขึ้นเมื่อใช้ข้อความสีใกล้เคียงกัน
- สับสนงานที่ต้องใช้รหัสสี เช่น แผนที่
- มองเห็นสีได้ดีในสภาพแสงสว่างจ้า แต่แยกสีได้ยากในแสงสลัว
- รู้สึกหงุดหงิดเพราะถูกบอกว่าทำผิดสี ทั้งที่ตนแยกไม่ออก
- เลือกสีชุดไม่เข้ากัน
- หากโตขึ้นและเริ่มพบเห็นสัญญาณไฟจราจรหรือป้ายเตือน อาจเกิดความสับสน

การตรวจวินิจฉัยภาวะตาบอดสีทำอย่างไร ?
เด็กอายุ 4 – 6 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองภาวะตาบอดสี โดยเฉพาะหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นตาบอดสี โดยจักษุแพทย์จะใช้แบบทดสอบมาตรฐาน ดังนี้
1. Ishihara Color Test หรือการใช้แผ่นภาพมีจุดสีให้เด็กบอกตัวเลขหรือเส้นทาง จะตรวจได้ดีสุดในภาวะตาบอดสีกลุ่มแดง-เขียว
2. Color Arrangement Test หรือการให้เรียงเม็ดสีตามลำดับเฉดสี ใช้ประเมินความรุนแรงและชนิดของตาบอดสี
3. การตรวจจอประสาทตา ตรวจการมองเห็น และการตรวจสแกนสมอง ในกรณีที่สงสัยสาเหตุที่เกิดภายหลังอื่น ๆ
การดูแลเด็กที่มีภาวะตาบอดสีทำอย่างไร ?
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาภาวะตาบอดสีจากพันธุกรรมให้หายขาดได้ แต่เราสามารถจัดการและช่วยให้เด็กปรับตัวใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีต่อไปนี้
- อธิบายให้เด็กและคนรอบข้างเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้ เพื่อลดความกดดันและความเข้าใจผิด
- ใช้เทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์ช่วยปรับสีบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนให้แยกง่ายขึ้น
- ใช้แว่นตาและเลนส์กรองแสงสีพิเศษ ช่วยเพิ่มความแตกต่างระหว่างสีที่เด็กแยกยากให้เห็นความแตกต่างชัดเจนมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำให้เห็นสีปกติ
- ปรับสภาพแวดล้อมและสอนให้เด็กจดจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่สี เช่น จดจำสัญญาณไฟจราจรด้วยตำแหน่งแทนการจำสี
- แจ้งให้ครูทราบ เพื่อที่ครูจะได้ปรับวิธีการสอนและไม่ตำหนิเด็กหากใช้สีผิด
- จัดแสงในห้องให้สว่างเพียงพอจะช่วยให้เด็กแยกสีได้ดีขึ้น
- วางแผนการเรียนและการเลือกอาชีพในอนาคต เพราะมีบางสายงานห้ามผู้มีภาวะตาบอดสีเข้าทำงาน เช่น นักบิน ตำรวจ ทหาร นักเคมี หรือช่างเทคนิคไฟฟ้า เป็นต้น
- สำหรับภาวะตาบอดสีที่เกิดขึ้นภายหลัง จะใช้วิธีรักษาที่ต้นเหตุ เช่น หยุดยาที่ทำให้การมองเห็นสีผิดปกติ รักษาโรคตาหรือโรคทางสมองที่เป็นสาเหตุ















