“ออทิสติก”? สังเกตไม่ยาก…แต่ไม่ง่าย อย่าเพิ่งด่วนสรุป

6 มี.ค. 2563 | เขียนโดย รพ. เด็กแสนแพทย์ รามอินทรา

ลองอ่านกรณีตัวอย่างเด็กที่ดูเหมือนจะใช่ออทิสติกแต่สรุปแล้วก็ไม่ใช่ กันดูค่ะ

เด็กผู้ชายอายุประมาณ 2 ปี หน้าตาน่ารัก คุณพ่อคุณแม่พามาพบหมอด้วยสาเหตุ น้องพูดช้า พูดได้แต่คำเดี่ยวๆ 2-3 คำ เช่น พ่อ แม่ นอกนั้นเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก หรือที่เราเรียกว่า ภาษามนุษย์ต่างดาว นอกจากนี้ก็มีอาการซน เดินไปมา ปีนป่ายตลอด ชอบมองพัดลมหมุนๆ เจอพัดลมที่ไหนต้องวิ่งไปนั่งดู มองหน้าสบตาได้น้อย ไม่ค่อยเล่นกับเด็กอื่นๆ เวลาคุณพ่อคุณแม่พาไปเล่นของเล่นตามห้างก็จะยืนมองเด็กคนอื่นไม่เข้าไปเล่นด้วย

 

เมื่อได้พูดคุยอย่างละเอียด ก็มีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ปกติน้องจะมีคุณยายเป็นคนเลี้ยงดู คุณยายอายุประมาณ 60 ปี เดินเหินลำบาก ตามจับหลานไม่ค่อยทัน เลยเปิดโทรทัศน์ให้หลานดูเกือบทั้งวัน เด็กจึงมีโทรทัศน์เป็นพี่เลี้ยงหลัก พูดช้า ไม่ค่อยมองหน้าสบตาคน ชอบมองของหมุนๆ จากอาการลักษณะแบบนี้เกือบ 80 % ก็เข้าข่ายลักษณะอาการออทิสติก แต่เมื่อคลุกคลีกับเด็กได้สักพัก เด็กน้อยจะสบตาแล้วเริ่มเล่นด้วย พอเราจะหยุดเล่นเค้ากลับดึงมือเราให้ไปเล่นด้วยต่อ พร้อมกับส่งเสียงภาษาต่างดาว ซึ่งน่าจะหมายความว่า “เล่นอีก เล่นอีก” ลักษณะแบบนี้จึงไม่น่าจะใช่ออทิสติกจริงๆ

 

ข้อสรุปสำหรับคุณพ่อ-คุณแม่ และผู้ปกครอง สำหรับกรณีคล้ายๆ กันนี้

1.ระวังเหตุลวง  เด็กเล็กที่นั่งดูแต่โทรทัศน์ทั้งวัน ไม่มีคนพูดคุยเล่นด้วย ทำให้ไม่ค่อยได้พูด เป็นเหตุให้เขาพูดได้ช้า และไม่มีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ จึงอาจเป็นตัวลวงให้ดูเหมือนออทิสติกได้ในบางมุม แต่ที่จริงแล้วลักษณะเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า เด็กกำลังติดขัดในพัฒนาการทางสังคม

2.เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือสื่อใดๆ เพราะช่วง 2 ขวบปีแรก สมองด้านการเรียนรู้ภาษาจะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างมาก หากเด็กอยู่กับโทรทัศน์มากจะทำให้พัฒนาการทางภาษาล่าช้า การที่เด็กส่งเสียงมา แล้วมีพ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูโต้ตอบ จะกระตุ้นให้เด็กอยากสื่อสาร ทำให้การสื่อสารเป็นเรื่องสนุกสำหรับเขา เด็กก็จะมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีขึ้น

3.สบตาไม่สบตา ต้องใช้เวลาสังเกต เด็กที่มีลักษณะซนมากๆ หรือมีความจดจ่อสิ่งต่างๆ ได้สั้นมาก อาจทำให้เขาไม่ได้สนใจกับการมองหน้าสบตาคนมากนัก เพราะเขาอยากเล่น อยากสำรวจสิ่งต่างๆ มากกว่า ถ้าอยากจะทดสอบให้แน่ใจ เราควรเข้าไปอยู่กับเด็กในระหว่างที่เขากำลังสนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ และอยู่กับเขาอย่างสนุกสนานจริงๆ เราจะรู้ได้ว่าเด็กสนใจและสบตามองหน้าคนอื่นหรือไม่อย่างไร

4.ข้อเท็จจริงของการที่เด็กสนใจของหมุนๆ ที่ใครต่อใครหลายคนบอกว่าเป็นลักษณะของเด็กพิเศษนั้น จากข้อเท็จจริงมักพบว่า เด็กทั่วไปที่ปกติจำนวนไม่น้อยก็ชอบมองของหมุนๆ และมีเด็กออทิสติก จำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ชอบมองของหมุนๆ เสมอไปเช่นกัน

 

“เพราะสิ่งที่พบบ่อยๆ คือ เด็กบางคนอาการชัดมาก แต่คุณพ่อ-คุณแม่ อยากได้คำตอบว่าลูกไม่ได้เป็น ในขณะที่บางรายอาการไม่ชัดเจน คนที่เป็นแพทย์เองยังต้องตรวจวิเคราะห์อยู่นาน แต่คุณพ่อคุณแม่กลับเชื่อว่าลูกเป็นแน่ๆ เพราะใช้อาการบางอย่างไปเปรียบเทียบจากข้อมูลในอินเตอร์เน็ต”

 

การจะตัดสินหรือฟันธงว่า เด็กเป็นหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายและมีส่วนสำคัญต่อชีวิตของเด็กเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะรีบตัดสินใจ

 

หากมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาแพทย์ หรือนัดแพทย์
>>แผนกกุมารเวชศาสตร์ ชำนาญการด้านพัฒนาการเด็กและพฤติกรรม<<คลิก

 

 

SHARE