ลูกน้อยนอนกรนเสี่ยงหยุดหายใจ

1 ม.ค. 2563 | เขียนโดย นพ.รัฐพล สุจิพิธธรรม กุมารแพทย์โรคทางเดินหายใจเด็ก

ภาวะนอนกรน เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กปัจจุบัน จะเริ่มพบในช่วงอายุ 2-8 ปี วัยอนุบาลหรือปฐมวัย

 

ภาวะนอนกรนมีอันตรายไหม ?

อาจจะมีอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลูกน้อยมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea:OSA) ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยในเด็กคือ ต่อมอะดีนอยด์และทอลซิลโต และสาเหตุอื่นที่พบอีก ได้แก่ โรคอ้วน โรคภูมิแพ้โพรงจมูก โรคไซนัสอักเสบ หรือ ความผิดปกติของกระดูกใบหน้า
ภาวะ OSA ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเลือดและเกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด ซึ่งมีผลทำให้คุณภาพของการนอนหลับลดลงได้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ได้แก่ ในระบบพัฒนาการลูกน้อยจะมีอาการซนมากผิดปกติ สมาธิสั้น (attention deficit and hyperactivity disorders หรือ ADHD) อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือหลับมากผิดปกติในช่วงกลางวัน ยังส่งผลกระทบต่อความจำ ความคิด ความฉลาด โดยสัมพันธ์กับภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ นอกจากนั้นยังส่งผลถึงระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบต่อมไร้ท่ออีกด้วย

 

คุณพ่อคุณแม่ จะทราบได้อย่างไรว่าลูกน้อยมีอาการของ OSA

  • นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์
  • มีเสียงเงียบเหมือนหยุดหายใจสักพักแล้วตามมาด้วยเสียงหายใจดังเฮือกๆ
  • นอนในท่านั่งหลับหรือแหงนคอขึ้น หรือ ปวดหัวเวลาตื่นนอน
  • ปัสสาวะรดที่นอน ทั้งที่เคยควบคุมได้มาก่อน
  • ง่วงเวลากลางวัน หรือ หลับเวลาเรียน
  • ริมฝีปากเขียวคล้ำ
  • มีปัญหาการเรียนและพฤติกรรม เช่น ผลการเรียนแย่ลง ก้าวร้าวซุกซนผิดปกติ
  • มีความดันโลหิตสูง

 

การตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็น OSA หรือไม่

แนะนำให้ตรวจการนอนหลับ ( sleep test ) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในปัจจุบันวิธีการตรวจ มีหลายวิธี ได้แก่polysomnography ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยบอกว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จากการอุดกั้นหรือไม่ หรือเป็นเพียงนอนกรนธรรมดา และ อีกวิธีหนึ่ง overnight pulse oximetry เป็นการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับตลอดคืนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง สามารถนำมาใช้เป็น screening test ของภาวะ OSA ในเด็กได้ วิธีหลังนี้ขั้นตอนการตรวจไม่ยุ่งยาก

 

 

SHARE