ตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density)

ระยะเวลา : 29 ตุลาคม 2569 - 30 พฤศจิกายน 2569

ประเมินความแข็งแรงของกระดูก รู้เท่าทันความเสี่ยงกระดูกพรุน เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาว

โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่มวลกระดูกและความแข็งแรงของกระดูกลดลง ทำให้กระดูกเปราะและเพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกหัก แม้ในบางรายจะยังไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตเห็น การประเมินสุขภาพกระดูกจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย หรือผู้ที่เคยมีกระดูกหักจากการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

 

แพ็กเกจตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) เป็นทางเลือกหนึ่งในการประเมินสุขภาพกระดูก โดยช่วยให้แพทย์ตรวจหาภาวะมวลกระดูกต่ำ ประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก และพิจารณาแนวทางดูแลสุขภาพกระดูกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

โรงพยาบาลสินแพทย์ เทพารักษ์ ให้ความสำคัญกับการประเมินสุขภาพตามความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดูแลกระดูกและการเคลื่อนไหวในระยะยาว

ตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (BMD) คืออะไร?

การตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก หรือ Bone Mineral Density (BMD) เป็นการตรวจประเมินปริมาณแร่ธาตุในกระดูก เพื่อช่วยประเมินภาวะมวลกระดูกต่ำและโรคกระดูกพรุน วิธีตรวจที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ DXA หรือ DEXA (Dual-energy X-ray Absorptiometry) ซึ่งใช้รังสีเอกซ์พลังงานต่ำในการวัดความหนาแน่นมวลกระดูก โดยมักตรวจบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวและสะโพกตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ผลตรวจจะนำไปใช้ประกอบการประเมินร่วมกับอายุ ประวัติสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง และประวัติกระดูกหัก เพื่อให้แพทย์พิจารณาความเสี่ยงและแนวทางดูแลสุขภาพกระดูกอย่างเหมาะสม

ตรวจมวลกระดูกช่วยอะไร?

  • ช่วยประเมินภาวะมวลกระดูกต่ำ เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจยังไม่มีอาการชัดเจน
  • ช่วยวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน เมื่อใช้ผลตรวจร่วมกับเกณฑ์วินิจฉัยที่เหมาะสม
  • ช่วยประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก โดยพิจารณาร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
  • ช่วยประกอบการวางแผนดูแลรักษา เช่น การปรับพฤติกรรม การใช้ยา หรือแนวทางป้องกันกระดูกหักตามความเหมาะสม
  • ช่วยติดตามผลการรักษา ในผู้ที่ได้รับการดูแลโรคกระดูกพรุนและมีข้อบ่งชี้ให้ตรวจซ้ำ

การตรวจ BMD ไม่สามารถบอกความเสี่ยงกระดูกหักได้ทั้งหมดด้วยตัวเอง แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลสุขภาพโดยรวมร่วมด้วย

ใครบ้างที่ควรพิจารณาตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก?

การตรวจ BMD เหมาะกับผู้ที่มีอายุหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจสัมพันธ์กับภาวะมวลกระดูกต่ำ โดยกลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์ ได้แก่

  • ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
  • ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่เคยมีกระดูกหักจากการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย หรือมีภาวะที่อาจส่งผลต่อมวลกระดูก
  • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลต่อมวลกระดูก เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์บางกรณี
  • ผู้ที่มีโรคหรือภาวะทางการแพทย์ที่สัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูก
  • ผู้ที่กำลังได้รับการรักษาโรคกระดูกพรุนและจำเป็นต้องติดตามผลตามคำแนะนำของแพทย์

ผู้ที่อายุน้อยกว่ากลุ่มข้างต้นก็อาจจำเป็นต้องตรวจได้ หากมีปัจจัยเสี่ยงหรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องตรวจเหมือนกันทุกคน

สัญญาณและปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนที่ไม่ควรมองข้าม

โรคกระดูกพรุนมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ผู้ที่มีภาวะนี้อาจไม่ทราบว่ามวลกระดูกลดลงจนกว่าจะเกิดกระดูกหัก อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบางอย่างที่ควรใส่ใจ ได้แก่

  • อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ
  • การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
  • น้ำหนักตัวน้อยหรือมีภาวะขาดสารอาหาร
  • ประวัติกระดูกหักจากแรงกระแทกไม่มาก
  • ประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักจากความเปราะบาง
  • การใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อกระดูกเป็นเวลานาน
  • โรคประจำตัวบางชนิดที่อาจส่งผลต่อการสร้างหรือสลายกระดูก

หากมีหลายปัจจัยร่วมกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและพิจารณาความจำเป็นในการตรวจมวลกระดูก

ผลตรวจ BMD อ่านอย่างไร?

ผลตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกอาจรายงานเป็นค่า T-score หรือ Z-score โดยการเลือกใช้ขึ้นอยู่กับอายุและบริบททางการแพทย์ของผู้รับการตรวจ สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ค่า T-score เป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินมวลกระดูก โดยทั่วไปแบ่งได้ดังนี้

  • T-score ตั้งแต่ -1.0 ขึ้นไป: อยู่ในช่วงมวลกระดูกปกติตามเกณฑ์
  • T-score ต่ำกว่า -1.0 แต่สูงกว่า -2.5: อยู่ในช่วงมวลกระดูกต่ำกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า Osteopenia
  • T-score เท่ากับ -2.5 หรือต่ำกว่า: เข้าเกณฑ์ความหนาแน่นมวลกระดูกที่ใช้วินิจฉัยโรคกระดูกพรุนในกลุ่มประชากรที่เหมาะสม

เกณฑ์ดังกล่าวไม่ควรนำไปใช้แปลผลกับทุกช่วงอายุโดยตรง โดยเฉพาะผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งต้องพิจารณาค่า Z-score และข้อมูลทางคลินิกตามความเหมาะสม แพทย์จะเป็นผู้แปลผลและให้คำแนะนำ โดยพิจารณาร่วมกับประวัติสุขภาพและความเสี่ยงกระดูกหักของแต่ละบุคคล

การตรวจ BMD ใช้เวลานานหรือไม่?

การตรวจด้วยเครื่อง DXA โดยทั่วไปเป็นการตรวจที่ไม่เจ็บและไม่ต้องผ่าตัด ผู้รับการตรวจจะนอนบนเตียงตรวจขณะที่เครื่องทำการสแกนบริเวณกระดูกตามที่กำหนด โดยใช้รังสีเอกซ์ในปริมาณต่ำ

ก่อนตรวจควรแจ้งเจ้าหน้าที่หากกำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ รวมถึงแจ้งประวัติการตรวจทางรังสีหรือการได้รับสารทึบรังสีเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่แนะนำการเตรียมตัวที่เหมาะสม

รายละเอียดการเตรียมตัว ระยะเวลา และบริเวณที่ตรวจขึ้นอยู่กับแนวทางของโรงพยาบาลและข้อบ่งชี้ของแต่ละบุคคล

ดูแลสุขภาพกระดูกอย่างไรให้เหมาะสมในระยะยาว?

นอกจากการตรวจประเมินตามความเหมาะสมแล้ว การดูแลสุขภาพกระดูกในชีวิตประจำวันยังมีความสำคัญ ได้แก่

  • รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ
  • รับวิตามินดีตามความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดูดซึมแคลเซียม
  • ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามสภาพร่างกาย
  • งดสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม
  • เข้ารับการประเมินและติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีปัจจัยเสี่ยงหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุน

การดูแลที่เหมาะสมควรปรับตามอายุ สุขภาพ โรคประจำตัว และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล

ตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก ที่โรงพยาบาลสินแพทย์ เทพารักษ์

การใส่ใจสุขภาพกระดูกตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้เข้าใจสถานะมวลกระดูกและปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพและลดความเสี่ยงกระดูกหักตามความเหมาะสม


ราคา   1,690   บาท






เงื่อนไขการใช้บริการ

  1. ราคาดังกล่าวรวมค่าแพทย์ และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
  2. ราคาดังกล่าวไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ กรณีตรวจพบความผิดปกติ
  3. เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงพยาบาลกำหนด



โรงพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคา โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงพยาบาลกำหนดเท่านั้น

SHARE