โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

29 พ.ค. 2569 | เขียนโดย โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus)

ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค พบการระบาดมากในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย และสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

สาเหตุของโรค

โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ โดยมียุงลายบ้านและยุงลายสวนเป็นพาหะ เมื่อยุงกัดผู้ที่มีเชื้อ แล้วไปกัดคนอื่นต่อ ก็จะแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว

อาการที่ควรสังเกต

อาการมักเริ่มภายใน 4–10 วันหลังถูกยุงที่มีเชื้อกัด ได้แก่

  • ไข้สูงเฉียบพลัน 2–7 วัน
  • ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  • มีผื่น หรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง
  • อาจมีเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

  • ปวดท้องรุนแรง
  • อาเจียนมาก
  • ซึม อ่อนเพลียมาก
  • มือเท้าเย็น เหงื่อออก ตัวลาย
  • เลือดออกผิดปกติ

การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกีโดยเฉพาะ การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ เช่น

  • เช็ดตัวลดไข้
  • รับประทานยาพาราเซตามอล (หลีกเลี่ยงยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะเสี่ยงเลือดออก)
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • เฝ้าระวังอาการใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงไข้ลดลง (วันที่ 3–7 ของโรค) ซึ่งเป็นช่วงเสี่ยงภาวะช็อก

วิธีป้องกันโรคไข้เลือดออก

  • หลักสำคัญคือ “กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย”
  • ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
  • เปลี่ยนน้ำในแจกันทุก 7 วัน
  • ใส่ทรายอะเบทในภาชนะเก็บน้ำ
  • เก็บขยะไม่ให้มีน้ำขัง
  • นอนมุ้งหรือทายากันยุง
SHARE
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ