แผนกกุมารเวช
พร้อมให้การดูแล โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ

โรงพยาบาลกุมารเวชให้บริการโดยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เบอร์ติดต่อ
02-006-8888 ต่อ 1129
ช่วงเวลาทำการ
เปิดให้บริการทุกวัน : 
ตลอด 24 ชั่วโมง
สถานที่
อาคาร A ชั้น 1

แผนกกุมารเวช โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์

“ดูแลทุกก้าวการเติบโตของลูกน้อยด้วยความรักและความเชี่ยวชาญ อุ่นใจ ปลอดภัย ด้วยการแยกโซนเด็กดีและเด็กป่วยอย่างชัดเจน”

เมื่อลูกน้อยเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นไข้สูงเฉียบพลัน โรคติดเชื้อตามฤดูกาลอย่าง RSV ไข้หวัดใหญ่ โรคมือเท้าปาก หรือมีปัญหาด้านพัฒนาการและการเจริญเติบโต ความกังวลใจของพ่อแม่ย่อมทวีคูณ ความละเอียดอ่อนของสรีระและจิตใจของเด็กทำให้การดูแลรักษาต้องอาศัยความเข้าใจและความประณีตเป็นพิเศษ การได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง รวดเร็ว และอ่อนโยนจากแพทย์เฉพาะทางด้านเด็ก จึงเป็นทางออกสำคัญที่ช่วยระงับความเจ็บป่วย ฟื้นฟูสุขภาพของลูกน้อยอย่างปลอดภัย และคืนความสดใส รอยยิ้ม และความสบายใจให้แก่ทุกคนในครอบครัว

แผนกกุมารเวช โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์ พร้อมดูแลสุขภาพของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยทีมกุมารแพทย์ผู้ชำนาญการและพยาบาลวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการดูแลเด็ก ที่สำคัญเราให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้บริการที่แยกโซนเด็กสุขภาพดี (Well Baby Clinic) ออกจากโซนเด็กป่วยอย่างเป็นสัดส่วนชัดเจน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ผสานเครื่องมือและเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย บรรยากาศอบอุ่นเป็นมิตร ภายใต้เจตนารมณ์ในการดูแลเด็กแบบองค์รวม ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ และพัฒนาการตามวัย

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจรักษา/คำปรึกษาที่ แผนกกุมารเวช ?

  • ทารกและเด็กที่ต้องการรับวัคซีนและตรวจสุขภาพตามวัย (Well Baby): เด็กสุขภาพดีที่ต้องการรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริม ติดตามน้ำหนัก ส่วนสูง ประเมินภาวะโภชนาการ และรับคำปรึกษาด้านการเลี้ยงดู
  • เด็กที่มีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันและโรคติดเชื้อในเด็ก: มีไข้สูง ไอ หอบ มีน้ำมูก หายใจมีเสียงหวีด ท้องเสีย อาเจียน หรือมีผื่นขึ้นตามร่างกาย เช่น การติดเชื้อไวรัส RSV ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคมือเท้าปาก
  • เด็กที่มีปัญหาโรคภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง: มีอาการไอเรื้อรัง จาม คัดจมูกช่วงเช้า ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือมีอาการแพ้อาหาร เช่น แพ้นมวัว แพ้ไข่ ซึ่งต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
  • เด็กที่มีข้อกังวลด้านพัฒนาการ การเจริญเติบโต และพฤติกรรม: เด็กที่พูดช้า ไม่สบตา เดินช้า ตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์ น้ำหนักไม่ขึ้น หรือมีปัญหาด้านพฤติกรรม สมาธิสั้น และการปรับตัวในการเข้าสังคม

การตรวจประเมินและคัดกรองโดยกุมารแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้สามารถส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างเต็มศักยภาพ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคในเด็กได้อย่างทันท่วงที

ขั้นตอนและการให้บริการของ แผนกกุมารเวช

  1. การคัดแยกโซนแรกรับเพื่อความปลอดภัยสูงสุด: เจ้าหน้าที่ทำการคัดกรองอาการตั้งแต่จุดแรกรับ เพื่อแยกเด็กสุขภาพดีที่มารับวัคซีนเข้าสู่โซน Well Baby และพาเด็กที่มีอาการเจ็บป่วยเข้าสู่โซนเด็กป่วยทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อปะปน
  2. การซักประวัติและตรวจวัดการเจริญเติบโต: พยาบาลวิชาชีพทำการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบศีรษะ และวัดสัญญาณชีพอย่างนุ่มนวล พร้อมซักประวัติสุขภาพและพัฒนาการของเด็กเบื้องต้น
  3. การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยกุมารแพทย์: กุมารแพทย์ทำการตรวจร่างกาย รับฟังปัญหาจากผู้ปกครอง ตรวจประเมินพัฒนาการ และให้การตรวจรักษาที่เหมาะสมกับวัยด้วยความเข้าใจและเป็นมิตร
  4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวินิจฉัยสำหรับเด็ก: กรณีมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ มีบริการตรวจสารคัดหลั่งหาเชื้อไวรัส (Rapid Test), ตรวจเลือด หรือเอกซเรย์ ด้วยอุปกรณ์และเทคนิคที่ลดความเจ็บปวดและความกลัวของเด็ก
  5. การวางแผนการรักษาและการทำหัตถการเฉพาะทาง: อธิบายแผนการรักษาและการใช้ยาอย่างละเอียดแก่ผู้ปกครอง ให้บริการพ่นยา ฉีดวัคซีน หรือให้สารน้ำทางการแพทย์ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด
  6. การติดตามผลการรักษาและพัฒนาการต่อเนื่อง: มีระบบนัดหมายติดตามอาการหลังการรักษา ตลอดจนการนัดหมายตามตารางวัคซีนและประเมินพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยเพื่อการเติบโตที่สมบูรณ์แบบ

ทำไมต้องเลือก แผนกกุมารเวช โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์ ?

  • ✓ ทีมกุมารแพทย์ชำนาญการเฉพาะทางหลากหลายสาขา: ครอบคลุมทั้งกุมารแพทย์ทั่วไป ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด โรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ โรคติดเชื้อ และพัฒนาการเด็ก พร้อมให้การดูแลอย่างเชี่ยวชาญ
  • ✓ การแบ่งแยกโซนเด็กสุขภาพดี (Well Baby) และเด็กป่วยอย่างชัดเจน: ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองที่พาลูกน้อยมารับวัคซีนหรือตรวจสุขภาพว่าจะไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อกลับไป
  • ✓ การดูแลครบวงจรแบบ One-Stop Service ในบรรยากาศเป็นมิตร: พื้นที่ตรวจรักษา ห้องรับวัคซีน และการจ่ายยาถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบ พร้อมมุมของเล่นที่สะอาด ปลอดภัย ช่วยลดความตึงเครียดและความกลัวของเด็ก
  • ✓ การมุ่งเน้นผลลัพธ์เพื่อการเจริญเติบโตที่สมวัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี: เราดูแลเด็กแบบองค์รวมควบคู่ไปกับการเป็นที่ปรึกษาและเสริมสร้างความรู้ให้แก่พ่อแม่ เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ

Q&A คำถามที่พบบ่อย

Q: การแยกโซนเด็กสุขภาพดี (Well Baby) และเด็กป่วย มีความสำคัญอย่างไร?

A: ทารกและเด็กเล็กที่มารับวัคซีนหรือตรวจสุขภาพตามนัดยังมีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การแยกโซน Well Baby สำหรับเด็กที่ไม่มีอาการป่วยออกจากโซนเด็กป่วยที่มีไข้ ไอ หรือจามอย่างเด็ดขาด ช่วยตัดวงจรการแพร่กระจายของเชื้อโรคในอากาศและการสัมผัส ทำให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าการพาลูกมารับวัคซีนจะไม่เสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคอื่นกลับบ้าน

Q: หากลูกน้อยมีไข้สูงและเคยมีประวัติชักจากไข้ ผู้ปกครองควรรับมืออย่างไรก่อนมาโรงพยาบาล?

A: หากเด็กมีอาการชัก ให้จับเด็กนอนตะแคงบนพื้นราบที่ปลอดภัยเพื่อเปิดทางเดินหายใจและป้องกันการสำลัก ห้ามนำช้อนหรือสิ่งของใด ๆ ยัดเข้าปากเด็กโดยเด็ดขาด คลายเสื้อผ้าให้โปร่ง ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องเช็ดตัวลดไข้อย่างต่อเนื่องตามซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เมื่ออาการชักสงบลงให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของไข้

Q: วัคซีนเสริมจำเป็นต้องฉีดให้ลูกหรือไม่ นอกเหนือจากวัคซีนพื้นฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด?

A: วัคซีนเสริม (เช่น วัคซีนโรต้า วัคซีนไอพีดีป้องกันปอดอักเสบ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนอีสุกอีใส) มีความสำคัญและแนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อรุนแรงที่พบบ่อยในเด็กเล็ก ซึ่งสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายหรือต้องนอนโรงพยาบาลได้ การเสริมภูมิคุ้มกันจึงช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Q: ไวรัส RSV คืออะไร และแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร?

A: RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและทารก ความแตกต่างจากหวัดธรรมดาคือ RSV มักทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดบวม เด็กจะมีอาการไข้ ไอแรง มีเสมหะเหนียวข้นมาก หายใจเร็ว หายใจเหนื่อยจนหน้าอกบุ๋ม หรือมีเสียงหวีด หากพบอาการหายใจลำบาก ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์ทันทีเพื่อรับการพ่นยา ดูดเสมหะ และให้ออกซิเจนอย่างถูกต้อง

Q: เด็กอายุเท่าไรถึงควรเริ่มสังเกตพัฒนาการด้านการพูด และเมื่อใดที่ถือว่าพูดช้า?

A: โดยทั่วไปในช่วงอายุ 1 ปี เด็กควรเริ่มออกเสียงคำเดี่ยวที่มีความหมายได้ เช่น “หม่ำ” “แม่” “พ่อ” และเมื่ออายุ 1.5 – 2 ปี ควรเริ่มพูดเป็นวลีหรือคำ 2 คำติดกันได้ หากอายุ 1.5 ปียังไม่พูดคำที่มีความหมาย ไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการ หรือไม่สบตา ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรพามาปรึกษากุมารแพทย์เพื่อตรวจประเมินการได้ยินและพัฒนาการทางภาษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

     

แพทย์ประจำศูนย์
ข้อเสนอดีๆที่แนะนำ