โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus)
ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค พบการระบาดมากในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย และสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
สาเหตุของโรค
โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ โดยมียุงลายบ้านและยุงลายสวนเป็นพาหะ เมื่อยุงกัดผู้ที่มีเชื้อ แล้วไปกัดคนอื่นต่อ ก็จะแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว
อาการที่ควรสังเกต
อาการมักเริ่มภายใน 4–10 วันหลังถูกยุงที่มีเชื้อกัด ได้แก่
- ไข้สูงเฉียบพลัน 2–7 วัน
- ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
- มีผื่น หรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง
- อาจมีเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน
สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
- ปวดท้องรุนแรง
- อาเจียนมาก
- ซึม อ่อนเพลียมาก
- มือเท้าเย็น เหงื่อออก ตัวลาย
- เลือดออกผิดปกติ
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกีโดยเฉพาะ การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ เช่น
- เช็ดตัวลดไข้
- รับประทานยาพาราเซตามอล (หลีกเลี่ยงยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เพราะเสี่ยงเลือดออก)
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- เฝ้าระวังอาการใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงไข้ลดลง (วันที่ 3–7 ของโรค) ซึ่งเป็นช่วงเสี่ยงภาวะช็อก
วิธีป้องกันโรคไข้เลือดออก
- หลักสำคัญคือ “กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย”
- ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
- เปลี่ยนน้ำในแจกันทุก 7 วัน
- ใส่ทรายอะเบทในภาชนะเก็บน้ำ
- เก็บขยะไม่ให้มีน้ำขัง
- นอนมุ้งหรือทายากันยุง










