ศูนย์รักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา
ดูแลครบวงจร วินิจฉัยแม่นยำ รักษาตรงจุด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านไฟฟ้าหัวใจ
หลายคนเคยมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นช้า เหนื่อยง่าย หรือหน้ามืด แล้วคิดว่าเป็นเพียงความเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้
ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลสินแพทย์รามอินทรา พร้อมดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การรักษาด้วยยา การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter Ablation) การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) และเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (ICD) โดยทีมแพทย์อายุรกรรมโรคหัวใจและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ร่วมกับทีมพยาบาลและสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่แม่นยำ ปลอดภัย และกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ
เราให้บริการตรวจรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติทุกรูปแบบ โดยจำแนกตามลักษณะอาการและสาเหตุ
Atrial Fibrillation (AF), Atrial Flutter, Supraventricular Tachycardia (SVT), Wolff-Parkinson-White Syndrome (WPW), Ventricular Tachycardia (VT), Ventricular Fibrillation (VF)
Sick Sinus Syndrome, Complete Heart Block, AV Block
เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด ลิ้นหัวใจรั่ว ผนังหัวใจหนาผิดปกติ และหลอดเลือดหัวใจตีบ
เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน, ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ และความผิดปกติของอิเล็กโทรไลต์ในเลือด
ยา คาเฟอีนในชา กาแฟ น้ำอัดลม ความเครียด และความวิตกกังวล
เพื่อตรวจจับความผิดปกติของหัวใจที่อาจเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ได้อย่างแม่นยำ ศูนย์ของเรามีบริการตรวจวิเคราะห์ดังนี้
เพื่อประเมินพฤติกรรมเสี่ยง (การดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่) และตรวจหาภาวะหรือโรคร่วมอื่นๆที่เป็นสาเหตุ
ตรวจกระแสไฟฟ้าหัวใจในขณะที่มีอาการ
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการบ่อยแต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา เพื่อตรวจจับจังหวะที่ผิดปกติขณะใช้ชีวิตประจำวัน
ตรวจการตอบสนองของหัวใจและระบบไฟฟ้าขณะวิ่งสายพาน
ดูโครงสร้าง การบีบตัว และลิ้นหัวใจ
การตรวจประเมินเชิงลึกเพื่อหาจุดที่เกิดไฟฟ้าลัดวงจรในหัวใจ
เพื่อค้นหาสาเหตุและรอยโรคของกล้ามเนื้อหัวใจเชิงลึก
ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะให้บริการรักษาครบทุกแนวทาง โดยมีทางเลือกการรักษาตั้งแต่ระดับปรับพฤติกรรมจนถึงนวัตกรรมการใช้เครื่องมือขั้นสูง
การใช้ยาควบคุมอัตราหรือจังหวะการเต้นของหัวใจเพื่อลดความถี่และความรุนแรงของอาการ ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ร่วมกับการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทานอาหารที่มีประโยชน์
ในกรณีที่หัวใจเต้นเร็วเกินไป แพทย์จะใช้กระแสไฟฟ้าจากเครื่องส่งภายนอกผ่านแผ่นแปะหน้าอกเพื่อรีเซ็ตจังหวะหัวใจใหม่
วิธีที่อาจช่วยให้โรคหายขาดได้ โดยการสอดสายสวนไปยังตำแหน่งไฟฟ้าลัดวงจรแล้วปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูงเป็นจุดเล็กๆเพื่อทำลายเนื้อเยื่อหัวใจที่เป็นสาเหตุ
มั่นใจในความแม่นยำด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์สูงในการอ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจและรักษาผู้ป่วยที่ซับซ้อน
เรามีเทคโนโลยีตรวจจับครบวงจร ตั้งแต่ Holter 24-48 ชม. ไปจนถึงการตรวจระบบนำไฟฟ้าในหัวใจ (EP Study)
มีทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย โดยเฉพาะการจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยคลื่นวิทยุ (Ablation) ที่ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องทานยาไปตลอดชีวิต
มีอายุรแพทย์โรคหัวใจ ศัลยแพทย์หัวใจ วิสัญญีแพทย์ พยาบาลเฉพาะทาง และนักกายภาพฟื้นฟูหัวใจ และมีไอซียูโรคหัวใจ (CCU) ที่พร้อมรองรับผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง
Q: อาการใจสั่นแบบไหนที่ควรรีบมาพบแพทย์ทันที?
A: หากเป็นอาการใจสั่นร่วมกับมีอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย หายใจขัด เป็นลมหมดสติ หรือเจ็บแน่นหน้าอก หรืออาการใจสั่นนั้นเกิดขึ้นกะทันหันโดยไม่มีสาเหตุและเต้นรัวเร็วจนรู้สึกเหนื่อย ควรรีบมาพบแพทย์ทันที
Q : ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอันตรายหรือไม่?
A : มีทั้งชนิดที่ไม่รุนแรงและชนิดที่อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจล้มเหลว หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน จึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์
Q: การจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุ (Ablation Therapy) เจ็บไหม อันตรายหรือไม่?
A: ไม่อันตรายอย่างที่คิด การจี้ไฟฟ้าหัวใจเป็นหัตถการผ่านการสวนเส้นเลือด แพทย์จะเจาะรูเล็กๆบริเวณขาหนีบเพื่อสอดสายสวนขนาดเท่าเส้นลวดเข้าไปยังหัวใจ โดยคนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บตอนทำเพราะมีการใช้ยาระงับความรู้สึก วิธีนี้เจ็บน้อย ไม่มีแผลผ่าตัดใหญ่ และมีโอกาสหายขาดสูงมาก
Q: คนที่ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) สามารถใช้ชีวิตประจำวันหรือขับรถได้ตามปกติไหม?
A: สามารถใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน และขับรถได้ตามปกติ ข้อควรระวังมีเพียงการหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูงมาก และหลีกเลี่ยงการกระแทกบริเวณที่ฝังเครื่องโดยตรง ซึ่งแพทย์จะมีสมุดประจำตัวผู้ฝังเครื่องและคำแนะนำอย่างละเอียดให้หลังการผ่าตัด

