ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) ภัยเงียบของผู้หญิงที่ไม่ได้เกิดจากขนมหวาน

26 ก.พ. 2569 | เขียนโดย รพ.สินแพทย์ ลำลูกกา

ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) ภัยเงียบของผู้หญิงที่ไม่ได้เกิดจากขนมหวาน!

“ช็อกโกแลตซีสต์” โรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้หญิงจำนวนมาก และเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงผิดปกติ

 

ช็อกโกแลตซีสต์ คืออะไร?

ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) หรือ ถุงน้ำรังไข่จากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometrioma) คืออาการที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งปกติควรจะอยู่ในมดลูกและหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน กลับไปเจริญเติบโตผิดที่บริเวณ “รังไข่”

แล้วทำไมถึงเรียกว่า “ช็อกโกแลต”?

เมื่อเยื่อบุเหล่านี้ไปเกาะที่รังไข่ ทุกๆ เดือนที่มีประจำเดือน มันก็จะทำหน้าที่เหมือนเดิมคือ “สร้างเลือด” แต่เลือดนั้นไม่มีทางระบายออก จึงสะสมคั่งค้างอยู่ในถุงน้ำที่รังไข่ นานวันเข้าเลือดเก่าๆ จะข้นเหนียวและเปลี่ยนสีจาก สีแดงสดเป็นสีน้ำตาลเข้ม ลักษณะคล้ายช็อกโกแลตละลาย แพทย์จึงเปรียบเทียบว่าเป็น “ช็อกโกแลตซีสต์” นั่นเอง

 

ช็อกโกแลตซีสต์.jpg

สัญญาณ 5 อาการเตือน! ที่คุณอาจเป็น “ช็อกโกแลตซีสต์”

อาการปวดท้องเมนส์ทั่วไปกับช็อกโกแลตซีสต์นั้นต่างกัน หากมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ทันที:

  1.  ปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ: ปวดมากจนต้องหยุดงาน กินยาแก้ปวดพาราเซตามอลแล้วไม่ดีขึ้น หรือต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นในทุกเดือน
  2.  ปวดท้องน้อยเรื้อรัง: มีอาการปวดตื้อๆ ถ่วงๆ บริเวณท้องน้อย หรือปวดร้าวไปที่หลังและเอว แม้ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน
  3.  เจ็บลึกขณะมีเพศสัมพันธ์: รู้สึกเจ็บจุกๆ หรือเจ็บลึกในช่องคลอดขณะมีกิจกรรม ซึ่งเกิดจากพังผืดของโรคไปรั้งมดลูก
  4.  ปัญหาการขับถ่ายช่วงมีประจำเดือน: มีอาการปวดเบ่งขณะถ่ายอุจจาระ หรือปวดปัสสาวะมากกว่าปกติ เฉพาะช่วงที่มีรอบเดือน
  5.  ภาวะมีบุตรยาก (Infertility): ปล่อยวิธีธรรมชาติเกิน 1 ปีแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ พบว่า 30-50% ของผู้หญิงที่มีบุตรยาก ตรวจพบว่าเป็นโรคนี้

 

แล้วสาเหตุที่แท้จริงของ “ช็อกโกแลตซีสต์” มาจากไหน?

ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด 100% แต่ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ “ภาวะเลือดระดูไหลย้อนกลับ” (Retrograde Menstruation)

แทนที่เลือดประจำเดือนจะไหลออกมาทางช่องคลอดทั้งหมด กลับมีบางส่วนไหลย้อนกลับเข้าไปทางท่อนำไข่ แล้วไปฝังตัวที่รังไข่หรืออุ้งเชิงกราน เมื่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายกำจัดเซลล์เหล่านี้ได้ไม่หมด จึงเกิดการอักเสบและกลายเป็นซีสต์ในที่สุด

 

ผู้หญิงกลุ่มไหนที่มีปัจจัยเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้

  • พันธุกรรม: มีประวัติคุณแม่หรือพี่สาวเป็นโรคนี้
  • รอบเดือน: ผู้ที่มีรอบเดือนสั้น (มาเร็วกว่า 27 วัน) หรือประจำเดือนมานานเกิน 7 วัน
  • ฮอร์โมน: ผู้ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง

 

การรักษาต้อง…ผ่าตัด ทุกคนไหม?

คำตอบคือ “ไม่จำเป็น” การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ขนาดของซีสต์ และความต้องการมีบุตร แพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมที่สุด ดังนี้:

 

1. การใช้ยา (Medication)

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หรือก้อนซีสต์ยังมีขนาดเล็ก (มักไม่เกิน 3-4 ซม.)

  • ยาแก้ปวด: เพื่อบรรเทาอาการปวด
  • ยาฮอร์โมน: เช่น ยาคุมกำเนิด หรือยาฉีดกลุ่ม Progestin เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของโรคและลดการอักเสบ ทำให้ซีสต์ฝ่อลงได้

 

2. การผ่าตัด (Surgery)

แพทย์จะแนะนำการผ่าตัดเมื่อใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น, ถุงน้ำมีขนาดใหญ่, หรือมีปัญหามีบุตรยาก โดยวิธีมาตรฐานในปัจจุบันคือ การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopy) ซึ่งแผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว โดยแพทย์จะเลาะเฉพาะตัวถุงน้ำและพังผืดออก เพื่อเก็บเนื้อรังไข่ที่ดีไว้ให้มากที่สุด

 

โปรแกรมตรวจระบบสืบพันธุ์สตรี 1

โปรแกรมตรวจระบบสืบพันธุ์สตรี 1

โปรแกรมตรวจระบบสืบพันธุ์สตรี 2

โปรแกรมตรวจระบบสืบพันธุ์สตรี 2

โปรแกรมตรวจระบบสืบพันธุ์สตรี 3

โปรแกรมตรวจระบบสืบพันธุ์สตรี 3

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทางสุขภาพเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคได้ โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสุขภาพของท่าน

SHARE
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ