อ้วนลงพุง เสี่ยงไขมันพอกตับ อันตรายมากกว่าที่คิด!

14 ก.ค. 2568 | เขียนโดย รพ.สินแพทย์ ลำลูกกา

อ้วนลงพุง เสี่ยงไขมันพอกตับ อันตรายมากกว่าที่คิด!

ในยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตที่เร่งรีบ การบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และการขาดการออกกำลังกายกลายเป็นเรื่องปกติ ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาวะอ้วนลงพุง” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่าง แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ “ภาวะไขมันพอกตับ” ซึ่งเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง และมะเร็งตับได้

 

“อ้วนลงพุง” คืออะไร? และทำไมถึงเป็นภัยต่อตับ?

อ้วนลงพุง (Abdominal Obesity หรือ Central Obesity) คือ ภาวะที่มีการสะสมของไขมันบริเวณช่องท้องมากเกินไป โดยรอบเอวที่เกินเกณฑ์จะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญ

 

  • ผู้ชาย: รอบเอวตั้งแต่ 90 เซนติเมตร (35.5 นิ้ว) ขึ้นไป
  • ผู้หญิง: รอบเอวตั้งแต่ 80 เซนติเมตร (31.5 นิ้ว) ขึ้นไป

ไขมันที่สะสมในช่องท้องนี้ไม่ใช่ไขมันใต้ผิวหนังปกติ แต่เป็นไขมันที่เรียกว่า “ไขมันในช่องท้อง” (Visceral Fat) ซึ่งเป็นไขมันที่มีความว่องไวทางเมตาบอลิซึมสูง สามารถสร้างและหลั่งสารอักเสบ (Inflammatory Cytokines) และสารเคมีต่างๆ เข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายใน โดยเฉพาะตับ ทำให้ตับเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) และนำไปสู่การสะสมไขมันในเซลล์ตับในที่สุด

 

ไขมันพอกตับ (Fatty Liver)

ไขมันพอกตับ คือ ภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับมากผิดปกติ โดยมีปริมาณไขมันมากกว่า 5% ของน้ำหนักตับทั้งหมด ภาวะนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ

 

  • ไขมันพอกตับที่เกิดจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Fatty Liver Disease – AFLD): เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ
  • ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease – NAFLD): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยกว่ามากในปัจจุบัน และมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับภาวะอ้วนลงพุง ภาวะดื้ออินซูลิน และกลุ่มอาการเมตาบอลิก

 

ความรุนแรงของไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์

  • Simple Fatty Liver: มีไขมันพอกตับ แต่ยังไม่มีการอักเสบ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ
  • Non-Alcoholic Steatohepatitis (NASH): ไขมันพอกตับมีการอักเสบร่วมด้วย ซึ่งเป็นระยะที่อันตราย เพราะการอักเสบเรื้อรังจะทำให้เซลล์ตับถูกทำลายและเกิดพังผืด
  • Fibrosis/Cirrhosis (ตับแข็ง): หากปล่อยให้ตับอักเสบเรื้อรังต่อไป จะเกิดพังผืดในตับมากขึ้นจนกลายเป็นตับแข็ง ทำให้การทำงานของตับลดลงอย่างมาก
  • Hepatocellular Carcinoma (HCC) (มะเร็งตับ): ผู้ป่วยตับแข็งจากไขมันพอกตับมีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

 

กลุ่มเสี่ยง “ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์”?

  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง / น้ำหนักเกิน / เป็นโรคอ้วน: เป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก เพราะไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2: โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
  • ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ: เช่น มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง หรือระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำ
  • ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง: มักพบร่วมกับกลุ่มอาการเมตาบอลิก
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม: เช่น ชอบทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง (โดยเฉพาะฟรุกโตส), ไขมันทรานส์, อาหารแปรรูป, ฟาสต์ฟู้ด
  • ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย: ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ไม่ดี เกิดการสะสมไขมัน
  • ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA): มีความสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลิน

 

สัญญาณเตือนของไขมันพอกตับ (มักไม่แสดงอาการชัดเจน)

ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยไขมันพอกตับมักไม่มีอาการหรือมีเพียงเล็กน้อย ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วย

 

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • รู้สึกไม่สบายท้อง หรือปวดหน่วงๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา (ตำแหน่งของตับ)
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหาร (หากภาวะรุนแรงขึ้น)

 

แนวทางการป้องกันและดูแลรักษาไขมันพอกตับ

  1. ลดน้ำหนักและลดรอบเอว: นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวสามารถลดปริมาณไขมันในตับได้อย่างมีนัยสำคัญ
  2. ปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร:
    • ลดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว: โดยเฉพาะน้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน แป้งขัดขาว เพราะน้ำตาลส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันไปสะสมที่ตับ
    • ลดไขมันที่ไม่ดี: เช่น ไขมันอิ่มตัว (จากเนื้อสัตว์ติดมัน หนัง สัตว์ปีก), ไขมันทรานส์ (จากมาการีน เบเกอรี่) และอาหารทอด
    • เพิ่มใยอาหาร: เน้นผัก ผลไม้สด ธัญพืชไม่ขัดสี เพราะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมัน
    • เลือกโปรตีนดี: เช่น เนื้อปลา อกไก่ ถั่วเมล็ดแห้ง
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ เพื่อช่วยเผาผลาญไขมันและเพิ่มความไวของอินซูลิน
  4. ควบคุมโรคประจำตัว: หากเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ ควรรักษาและควบคุมอาการให้ดีตามคำแนะนำของแพทย์
  5. หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์: แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่แอลกอฮอล์เป็นพิษต่อตับอยู่แล้ว การงดดื่มจะช่วยให้ตับฟื้นตัวได้ดีขึ้น
  6. ปรึกษาแพทย์และตรวจสุขภาพประจำปี: โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ควรได้รับการตรวจคัดกรองและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน

 

โปรแกรมตรวจสุขภาพคัดกรองโรคมะเร็ง (หญิง) 9,300 บาท

โปรแกรมตรวจสุขภาพคัดกรองโรคมะเร็ง (ชาย) 5,200 บาท

 

รพ. สินแพทย์ ลำลูกกา

รพ. สินแพทย์ ลำลูกกา

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

SHARE
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ