สุขภาพปัสสาวะของลูกน้อย สำคัญกว่าที่คิด

18 ส.ค. 2568 | เขียนโดย รพ.สินแพทย์ ลำลูกกา

สุขภาพปัสสาวะของลูกน้อย สำคัญกว่าที่คิด

สุขภาพปัสสาวะของลูกน้อย โดยเฉพาะระบบทางเดินปัสสาวะ ถือเป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยรวมของร่างกาย แต่กลับมักถูกมองข้ามจากผู้ปกครอง ปัญหาที่พบบ่อย เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI), ปัสสาวะรดที่นอน, ปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ หรือ ปัสสาวะสีผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของไต หรือระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งหากละเลยอาจทำให้เกิดผลกระทบรุนแรง เช่น ไตอักเสบ หรือโรคไตเรื้อรังในระยะยาว

 

UTI ถือเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กหญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่าเด็กชาย ทำให้แบคทีเรียจากอุจจาระเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น เด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารอาการได้ชัดเจน ทำให้ผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกตอาการผิดปกติจากพฤติกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะ เช่น สี กลิ่น และความถี่ในการขับถ่าย

 

ปัสสาวะของลูกน้อยบอกอะไรได้บ้าง?

  • สีของปัสสาวะ: ปัสสาวะของเด็กที่สุขภาพดีมักมีสีเหลืองอ่อนใสไปจนถึงสีเหลืองฟางข้าว หากมีสีที่เข้มผิดปกติ เช่น สีเหลืองเข้ม สีส้ม หรือสีน้ำตาล อาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ หรือในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคดีซ่าน
  • ปริมาณของปัสสาวะ: ทารกและเด็กเล็กควรปัสสาวะบ่อยครั้ง หากลูกปัสสาวะน้อยลงกว่าปกติหรือไม่ปัสสาวะเลยเป็นเวลานาน อาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ หรือปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
  • กลิ่นของปัสสาวะ: ปัสสาวะปกติควรมีกลิ่นที่ไม่แรงจนเกินไป หากมีกลิ่นเหม็นคาวหรือกลิ่นผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • ลักษณะอื่นๆ: หากพบว่ามีตะกอนขุ่นขาว มีเลือดปน หรือมีลักษณะอื่นๆ ที่ผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

 

สุขภาพปัสสาวะในทารกแรกเกิด (อายุ 0–2 ปี)

ในวัยนี้ เด็กยังไม่สามารถบอกอาการได้ จึงต้องอาศัยการสังเกตจากพฤติกรรมและจำนวนครั้งที่ปัสสาวะ

อาการเตือนที่ต้องระวังในเด็กเล็ก:

  • ไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • งอแง กินน้อย ซึม หรืออาเจียน
  • ปัสสาวะมีกลิ่นแรง สีเข้ม หรือมีเลือดปน
  • ผ้าอ้อมแห้งผิดปกติ นานเกิน 6–8 ชั่วโมง

หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจลุกลามจนถึงไต หรือกระแสเลือดได้ในเด็กเล็ก

ข้อควรรู้สำหรับผู้ปกครอง:

  • ทารกควรปัสสาวะอย่างน้อย 6–8 ครั้งต่อวัน
  • หากน้อยกว่านี้ อาจเสี่ยงภาวะขาดน้ำหรือมีปัญหาในระบบขับถ่าย
  • การเก็บปัสสาวะเพื่อวินิจฉัยอาจต้องใช้สายสวน (catheterization)
  • หากปล่อยไว้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือไต

 

สุขภาพปัสสาวะในเด็กโต (อายุ 3 ปีขึ้นไป)

เด็กโตเริ่มบอกอาการได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากพฤติกรรม เช่น กลั้นปัสสาวะ หรือดื่มน้ำน้อย

เด็กโตสามารถสื่อสารอาการได้ชัดเจนขึ้น ควรสังเกตอาการเหล่านี้:

  • ปวดหรือแสบเวลาปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อย กลั้นไม่อยู่ หรือรดที่นอนซ้ำในวัยที่ควรหยุดแล้ว
  • ปัสสาวะมีกลิ่นแรง สีเข้ม หรือมีลักษณะขุ่น

พฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาทางเดินปัสสาวะ:

  • กลั้นปัสสาวะนานเกินไป
  • ไม่ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
  • ท้องผูกบ่อย
  • ล้างหรือเช็ดไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะในเด็กหญิง (ควรเช็ดจากหน้าไปหลัง)

การป้องกันที่ดี:

  • ฝึกให้เด็กดื่มน้ำสม่ำเสมอ
  • ให้เข้าห้องน้ำทุก 2–3 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและน้ำอัดลม
  • รักษาความสะอาดอวัยวะเพศอย่างถูกวิธี

 

สุขภาพปัสสาวะลูกน้อย เป็นด่านแรกของการสังเกตความผิดปกติในร่างกาย หากพบสัญญาณผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การดูแลตั้งแต่วันนี้ช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงในอนาคต

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

SHARE
ข่าวประชาสัมพันธ์อื่นๆ