แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ
พร้อมให้การดูแล โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ

แผนกออร์โธปิดิกส์

แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสินแพทย์ กาญจนบุรี

“ดูแลกระดูกและข้ออย่างตรงจุด เพื่อทุกการเคลื่อนไหวและการกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ”

อาการปวดเข่า ปวดสะโพก ปวดไหล่ ปวดหลัง ข้อติด การเคลื่อนไหวลดลง รวมถึงการบาดเจ็บของกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น สามารถส่งผลต่อการเดิน การทำงาน การออกกำลังกาย และกิจวัตรประจำวันได้อย่างมาก โดยเฉพาะโรคข้อเสื่อม กระดูกหัก หรือการบาดเจ็บที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้ความสามารถในการเคลื่อนไหวลดลงในระยะยาว การตรวจวินิจฉัยเพื่อค้นหาสาเหตุและเริ่มรักษาตามความเหมาะสมจึงมีส่วนสำคัญในการลดอาการ ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสินแพทย์ กาญจนบุรี พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูโรคของกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และระบบการเคลื่อนไหว โดยแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ พร้อมการตรวจทางรังสีและเครื่องมือช่วยวินิจฉัยตามข้อบ่งชี้ ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาด้วยยา การทำหัตถการ การผ่าตัด ไปจนถึงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ พร้อมประสานการดูแลร่วมกับทีมวิสัญญี นักกายภาพบำบัด และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้การรักษาและการฟื้นฟูเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจรักษา/คำปรึกษาที่แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ ?

  • ผู้ที่มีอาการปวดข้อหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ: เช่น ปวดเข่า ปวดสะโพก ปวดไหล่ ปวดข้อ ข้อติด ข้อบวม มีเสียงในข้อ หรือเคลื่อนไหวได้ลดลง โดยเฉพาะอาการที่เป็นต่อเนื่องและเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ผู้ที่มีอาการปวดคอ ปวดหลัง หรือปัญหากระดูกสันหลัง: เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ปวดเอว อาการปวดร้าวลงแขนหรือขา ชา หรืออ่อนแรง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก หรือเส้นประสาทและควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ
  • ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บของระบบกระดูกและข้อ: เช่น กระดูกหัก ข้อเคลื่อน เอ็นบาดเจ็บ กล้ามเนื้อฉีก หรือการบาดเจ็บจากกีฬาและอุบัติเหตุ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินความรุนแรงและรักษาอย่างเหมาะสม
  • ผู้ที่มีข้อเสื่อมหรือความสามารถในการเคลื่อนไหวลดลง: เช่น ผู้สูงอายุที่มีอาการปวดเข่าเรื้อรัง เดินลำบาก ข้อผิดรูป หรือผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และต้องการประเมินทางเลือกในการรักษารวมถึงการผ่าตัดเมื่อมีข้อบ่งชี้

อาการปวดและข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ การประเมินโดยแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อช่วยให้สามารถวินิจฉัยและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมกับความรุนแรงและการใช้ชีวิตของผู้ป่วยแต่ละราย

ขั้นตอนและการให้บริการของแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ

  1. ซักประวัติและประเมินอาการ: แพทย์สอบถามตำแหน่งและลักษณะของอาการปวด ระยะเวลาที่เป็น การบาดเจ็บที่ผ่านมา โรคประจำตัว การใช้งานร่างกาย การเล่นกีฬา และกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอาการ
  2. ตรวจระบบกระดูกและข้อ: ประเมินตำแหน่งที่มีอาการ ช่วงการเคลื่อนไหวของข้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความมั่นคงของข้อ การเดิน และระบบประสาทที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาตำแหน่งและลักษณะของความผิดปกติ
  3. ตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้: แพทย์อาจพิจารณาการตรวจ X-ray, CT Scan, MRI หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม เพื่อประเมินกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หมอนรองกระดูก และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง
  4. วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล: พิจารณาแนวทางรักษาตามชนิดของโรคและความรุนแรง ตั้งแต่การใช้ยา การปรับกิจกรรม การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง การทำกายภาพบำบัด การทำหัตถการ ไปจนถึงการผ่าตัดเมื่อมีข้อบ่งชี้
  5. ให้การรักษาหรือผ่าตัดตามความเหมาะสม: ในกรณีที่การรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่เพียงพอ หรือพบภาวะที่มีข้อบ่งชี้ แพทย์จะประเมินและวางแผนการผ่าตัดให้เหมาะสมกับผู้ป่วย เช่น การรักษากระดูกหัก หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อในผู้ป่วยข้อเสื่อมที่มีความรุนแรง
  6. ฟื้นฟูหลังการรักษาและผ่าตัด: ประสานนักกายภาพบำบัดเพื่อวางแผนการฝึกเคลื่อนไหว เพิ่มความแข็งแรง ฝึกเดิน และฟื้นฟูสมรรถภาพตามข้อจำกัดและเป้าหมายของผู้ป่วยแต่ละราย
  7. ติดตามผลและป้องกันการบาดเจ็บซ้ำ: นัดติดตามอาการ ประเมินการฟื้นตัวและความสามารถในการเคลื่อนไหว พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก การปรับกิจกรรม และการดูแลกระดูกและข้อในระยะยาว

ทำไมต้องเลือกแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสินแพทย์ กาญจนบุรี ?

  • ✓ ดูแลโดยแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ: พร้อมประเมิน วินิจฉัย และรักษาความผิดปกติของกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และระบบการเคลื่อนไหว โดยเลือกแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
  • ✓ พร้อมด้วยเทคโนโลยีช่วยตรวจวินิจฉัย: รองรับการตรวจทางรังสี เช่น X-ray, CT Scan และ MRI ตามข้อบ่งชี้ เพื่อช่วยประเมินโครงสร้างของกระดูก ข้อ และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องประกอบการวางแผนรักษา
  • ✓ มุ่งเน้นการฟื้นคืนการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิต: ให้ความสำคัญกับการลดอาการปวด ฟื้นฟูความแข็งแรงและความสามารถในการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปเดิน ทำงาน ออกกำลังกาย และทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างเหมาะสม

Q&A คำถามที่พบบ่อย

Q: ปวดเข่าหรือปวดข้อแบบไหนควรมาพบแพทย์ด้านกระดูกและข้อ?

A: หากมีอาการปวดต่อเนื่องหรือเป็นซ้ำ ข้อบวม ข้อติด เดินลำบาก ลงน้ำหนักแล้วเจ็บ ข้อผิดรูป หรืออาการเริ่มรบกวนการทำงานและชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากอาการเกิดหลังอุบัติเหตุ ไม่สามารถลงน้ำหนักได้ หรือมีอาการปวดรุนแรง ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว

Q: ข้อเข่าเสื่อมจำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าทุกคนหรือไม่?

A: ไม่จำเป็น ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมจำนวนหนึ่งสามารถดูแลด้วยการควบคุมน้ำหนัก การปรับกิจกรรม การออกกำลังกายและกายภาพบำบัด การใช้ยา หรือแนวทางรักษาอื่นตามข้อบ่งชี้ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ามักพิจารณาในผู้ที่มีข้อเสื่อมรุนแรง มีอาการปวดและข้อจำกัดในการใช้ชีวิตอย่างมาก และการรักษาแบบไม่ผ่าตัดให้ผลไม่เพียงพอ

Q: ปวดหลังหรือปวดร้าวลงขาจำเป็นต้องตรวจ MRI ทุกคนหรือไม่?

A: ไม่จำเป็น แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติ และการตรวจร่างกายก่อน การตรวจ MRI จะพิจารณาเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น สงสัยความผิดปกติของหมอนรองกระดูก เส้นประสาท หรือโครงสร้างอื่นที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม หากมีอาการอ่อนแรงมากขึ้น ชาบริเวณรอบก้นหรืออวัยวะเพศ หรือควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ ควรเข้ารับการประเมินอย่างเร่งด่วน

Q: หลังผ่าตัดกระดูกหรือข้อควรเริ่มกายภาพบำบัดเมื่อไหร่?

A: ระยะเวลาเริ่มกายภาพบำบัดขึ้นอยู่กับประเภทของการผ่าตัด ความมั่นคงของกระดูกหรือข้อ และภาวะสุขภาพของผู้ป่วย การผ่าตัดบางประเภทสามารถเริ่มฝึกการเคลื่อนไหวหรือฝึกเดินได้ในระยะแรกภายใต้คำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ความแข็งแรง และลดผลกระทบจากการนอนพักเป็นเวลานาน

Q: ก่อนเข้ารับการผ่าตัดกระดูกและข้อควรเตรียมตัวอย่างไร?

A: ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้อยู่ รวมถึงประวัติการผ่าตัดหรือการระงับความรู้สึกที่ผ่านมา แพทย์จะประเมินความพร้อมและอาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมก่อนผ่าตัด พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการงดน้ำงดอาหารและการใช้ยาประจำ ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาด้วยตนเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

แพทย์ประจำศูนย์