หลอดเลือดแดงที่คอตีบ ภัยเงียบร้ายแรง ปล่อยไว้อาจถึงขั้นอัมพาต

30 มิ.ย. 2569 | เขียนโดย โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา

หลอดเลือดแดงที่คอตีบ ภัยเงียบร้ายแรง ปล่อยไว้อาจถึงขั้นอัมพาต

ภาวะหลอดเลือดแดงที่คอตีบ (Carotid Artery Stenosis) คือ ภาวะที่หลอดเลือดแดงคาโรติดซึ่งเป็นหลอดเลือดหลักที่อยู่บริเวณด้านหน้าของคอทั้งสองข้างเกิดการตีบแคบหรืออุดตัน เป็นภาวะอันตรายที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะหลอดเลือดแดงใหญ่นี้มีหน้าที่หลักในการลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ซึ่งควบคุมการพูด การคิด ความจำ และการเคลื่อนไหว เมื่อหลอดเลือดแดงนี้ตีบหรืออุดตัน สมองจึงเสี่ยงที่จะขาดเลือดจนนำไปสู่โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้

ภาวะหลอดเลือดแดงที่คอตีบเกิดจากอะไร?

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว (Atherosclerosis) ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบไขมัน คลอเลสเตอรอล แคลเซียม และเนื้อเยื่อพังผืด บริเวณผนังด้านในของหลอดเลือด เมื่อเวลาผ่านไปคราบเหล่านี้จะสะสมจนหนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ช่องทางการไหลเวียนของเลือดตีบแคบลงและสูญเสียความยืดหยุ่นไป

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงที่คอตีบมีอะไรบ้าง?

  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะ > 60 ปี
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • การสูบบุหรี่
  • โรคเบาหวานหรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคอ้วน
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • โรคไตเรื้อรัง
  • โรคหัวใจ
  • ภาวะหลอดเลือดอักเสบ
  • การฉายรังสีบริเวณคอ
  • การฉีกขาดของผนังหลอดเลือด
  • ความผิดปกติของหลอดเลือดแต่กำเนิด
  • ประวัติครอบครัว มีคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ

อาการของภาวะหลอดเลือดแดงที่คอตีบเป็นอย่างไร?

ในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงใดๆ ผู้ป่วยมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ แต่เมื่อการตีบรุนแรงขึ้นหรือมีลิ่มเลือดเล็กๆ แตกหลุดออกจากคราบไขมันลอยขึ้นไปอุดตันในสมอง จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Ischemic stroke) หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ซึ่งผู้ป่วยจะแสดงอาการต่างๆ ดังนี้

  • หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว มุมปากตก กลืนลำบาก
  • แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก
  • พูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก ฟังคนอื่นไม่เข้าใจ
  • เดินเซ เวียนศีรษะ
  • ตามัว สูญเสียการมองเห็น
  • หมดสติ

การวินิจฉัยภาวะหลอดเลือดแดงที่คอตีบทำอย่างไร?

  • การตรวจร่างกาย: โดยแพทย์จะใช้หูฟังฟังเสียงฟู่ที่คอ หากหลอดเลือดตีบจะเกิดเสียงฟู่จากการไหลเวียนเลือดที่ติดขัด
  • Carotid Doppler Ultrasound: เป็นการตรวจมาตรฐานที่นิยมที่สุด มีข้อดีคือ ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว เครื่องจะใช้คลื่นเสียงตรวจวัดความเร็วการไหลเวียนเลือดและความหนาของคราบไขมันในหลอดเลือด
  • CTA (Computerized Tomography Angiography): การฉีดสีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นภาพสามมิติของหลอดเลือดอย่างชัดเจนก่อนวางแผนการรักษา
  • MRA (Magnetic Resonance Angiography): การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วยให้เห็นรายละเอียดของหลอดเลือดทั้งเส้น โดยไม่ต้องได้รับรังสี
  • Digital Subtraction Angiography (DSA): เป็นการตรวจมาตรฐานในการประเมินหลอดเลือด แต่การตรวจมีความเสี่ยงจากการใส่สายสวนและการใช้สารทึบรังสี จึงมักใช้เมื่อจำเป็นหรือก่อนการรักษาบางกรณี

การรักษาภาวะหลอดเลือดแดงที่คอตีบทำอย่างไร?

การเลือกวิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการตีบ อาการของผู้ป่วย อายุ ภาวะโรคร่วม โดยแพทย์จะทำการตัดสินใจร่วมกับผู้ป่วย

การรักษาด้วยยาและการปรับพฤติกรรม (สำหรับรายที่ตีบไม่รุนแรงหรือยังไม่มีอาการ)

  • ยาต้านเกล็ดเลือด: เช่น ยาแอสไพริน ยาโคลพิโดเกรล เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดเกาะตัว
  • ยาลดไขมัน: เพื่อควบคุมระดับไขมันและช่วยให้คราบไขมันที่มีอยู่มีความคงตัวไม่หลุดออกง่าย
  • การควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุร่วม: โดยการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • การปรับพฤติกรรม: โดยการเลิกสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก ลดอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารรสเค็ม

การรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการทำหัตถการ (สำหรับผู้ป่วยที่หลอดเลือดตีบรุนแรง > 70% หรือมีอาการแล้ว)

  • การผ่าตัดลอกคราบไขมัน (Carotid Endarterectomy): เป็นการผ่าตัดเปิดหลอดเลือดและลอกคราบไขมันออกเพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
  • การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ตะแกรงค้ำยัน (Carotid Artery Stenting): ใช้สายสวนสอดผ่านหลอดเลือดบริเวณขาหนีบไปยังตำแหน่งที่ตีบ แล้วขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดเพื่อค้ำยัน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัด

ภาวะหลอดเลือดแดงที่คอตีบ เป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม การควบคุมปัจจัยเสี่ยงและการตรวจคัดกรองในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง จะช่วยป้องกันการเกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

SHARE