ไส้เลื่อน…อันตรายแค่ไหน เมื่อไรควรผ่าตัด ?!??

18 ก.พ. 2569 | เขียนโดย โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา

โรคไส้เลื่อน เกิดจากอวัยวะในช่องท้องดันผ่านกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ทำให้มีก้อนนูนที่ขาหนีบ หากปวดหน่วงควรรีบตรวจและผ่าตัด



โรคไส้เลื่อน (Hernia) คือ ภาวะที่อวัยวะภายในช่องท้อง (ส่วนใหญ่มักเป็นลำไส้เล็กหรือเนื้อเยื่อไขมันในช่องท้อง) เคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งปกติผ่านทางรูหรือผนังกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ทำให้เกิดเป็นก้อนนูนที่สามารถเห็นหรือคลำได้ พบได้บ่อยในหลายตำแหน่งของร่างกาย ที่พบบ่อยคือบริเวณขาหนีบ สะดือ หรือรอยแผลผ่าตัดเดิม

 

ไส้เลื่อนแบ่งเป็นกี่ประเภท ?

  1. ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia) พบมากที่สุดประมาณ 70-75% โดยผู้ชายพบมากกว่าผู้หญิง โดยอวัยวะในช่องท้องดันผ่านผนังบริเวณขาหนีบลงไปในถุงอัณฑะ
  2. ไส้เลื่อนสะดือ (Umbilical Hernia) หรือที่เรียกว่า “สะดือจุ่น” เกิดที่บริเวณสะดือหรือรอบสะดือ พบบ่อยในทารกแรกเกิดและมักหายได้เองก่อนอายุ 4-5 ขวบ ในผู้ใหญ่มักเกิดจากความดันในช่องท้องสูง เช่น ตั้งครรภ์ ภาวะอ้วน
  3. ไส้เลื่อนหน้าท้อง (Incisional Hernia) เกิดบริเวณแผลผ่าตัดเก่า เนื่องจากแผลผ่าตัดติดเชื้อหรือสมานไม่แข็งแรง อาจเกิดขึ้นได้หลายปีหลังการผ่าตัด
  4. ไส้เลื่อนต้นขา (Femoral Hernia) พบได้ไม่บ่อยนัก พบมากในผู้หญิงสูงอายุบริเวณใต้ขาหนีบลงมา มีความเสี่ยงติดค้างหรือขาดเลือดสูง ควรรีบผ่าตัดโดยเร็ว
  5. ไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal Hernia) เกิดเมื่อส่วนบนของกระเพาะอาหารดันผ่านรูเปิดของกระบังลมเข้าไปในช่องอก มักเกิดอาการกรดไหลย้อน เช่น แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคไส้เลื่อนมีอะไรบ้าง ?

สาเหตุหลักของการเกิดไส้เลื่อน คือ ความอ่อนแอของกล้ามเนื้อและพังผืดของผนังช่องท้อง ร่วมกับ ความดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้แก่

  • พันธุกรรมหรือผนังหน้าท้องปิดไม่สนิทตั้งแต่กำเนิด
  • อายุที่มากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเสื่อมตามวัย
  • เพศ ผู้ชายเสี่ยงเป็นไส้เลื่อนขาหนีบมากกว่าผู้หญิง
  • พฤติกรรมที่เพิ่มแรงดันช่องท้อง เช่น การยกของหนักเป็นประจำ อาการไอหรือจามเรื้อรัง ท้องผูกเรื้อรัง การเบ่งอุจจาระเป็นประจำ ปัสสาวลำบากจากต่อมลูกหมากโต โรคอ้วนหรือภาวะมีน้ำในช่องท้อง การตั้งครรภ์
  • มีประวัติผ่าตัดช่องท้องมาก่อน

อาการของโรคไส้เลื่อนเป็นอย่างไร ?

อาการหลัก คือ มีก้อนนูนบริเวณต่างๆของท้อง เช่น ขาหนีบ สะดือ แผลผ่าตัดเก่า

  • มักเลื่อนออกมาหรือใหญ่ขึ้นเมื่อมีความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น ยืน ยกของหนัก ไอ จาม เบ่ง
  • หดเข้าไปหรือเล็กลงเมื่อนอนราบ
  • อาจมีความรู้สึกปวดหน่วง ๆ หรือปวดเสียวบริเวณก้อน
  • หากมีอาการปวดท้องรุนแรง ก้อนแข็งดันกลับเข้าไปไม่ได้ กดเจ็บ ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ไม่ผายลม ไม่ถ่ายอุจจาระ แสดงว่าอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะไส้เลื่อนติดค้างหรือขาดเลือด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

 

การวินิจฉัยโรคไส้เลื่อนทำอย่างไร ?

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจในท่านอนและท่ายืน โดยให้ผู้ป่วยลองเบ่งหรือไอเพื่อให้เห็นก้อนนูนชัดเจน
  • การตรวจอัลตราซาวด์ ใช้ยืนยันและแยกจากภาวะอื่น ในกรณีที่ตรวจร่างกายไม่ชัดเจน
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ มักใช้ประเมินภาวะแทรกซ้อนหรือเตรียมการก่อนผ่าตัด

 

การรักษาโรคไส้เลื่อน

การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาหลักที่สามารถแก้ไขไส้เลื่อนได้อย่างถาวรและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน โดยการผ่าตัดมี 2 วิธีหลัก ได้แก่

  1. การผ่าตัดแบบเปิด (Open hernia repair) ผ่าตัดเปิดแผลตรงตำแหน่งไส้เลื่อน ดันอวัยวะกลับเข้าไปและเสริมความแข็งแรงของผนังช่องท้องด้วย ตาข่ายสังเคราะห์ซึ่งช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้มาก
  2. การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic hernia repair) ศัลยแพทย์จะส่องกล้องผ่านแผลเล็กๆ หลายจุด ใส่ตาข่ายจากภายในช่องท้อง ข้อดี คือ เจ็บน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็ว แผลเล็ก แต่อาจมีข้อจำกัดในบางกรณี
    การเฝ้าสังเกตุอาการโดยยังไม่ผ่าตัด ใช้ในกรณีที่ไส้เลื่อนมีขนาดเล็ก ไม่มีอาการ ผู้ป่วยสูงอายุที่มีความเสี่ยงจากการผ่าตัดสูงหรือไส้เลื่อนสะดือในทารกที่อาจปิดได้เอง แต่ต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด

 

ป้องกันโรคไส้เลื่อนได้อย่างไร ?

  • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำมากๆเพื่อป้องกันท้องผูก ไม่ต้องเบ่งอุจจาระ
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการไอเรื้อรัง
  • รักษาโรคประจำตัวที่ทำให้ต้องเบ่ง เช่น ต่อมลูกหมากโต ไอเรื้อรัง
  • ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง
SHARE