ตรวจก่อน รู้ก่อน ป้องกันมะเร็งตับ

12 มิ.ย. 2563 | เขียนโดย ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา

มะเร็งตับ เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ในกลุ่มโรคมะเร็งทั่วโลก  ในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการผิดปกติแต่จะพบมีอาการเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่จนกดเบียด  กินพื้นที่ตับมากแล้ว จนตับทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการ ปวดท้องด้านขวาบน ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องบวม คลื่นไส้ / อาเจียน



มะเร็งตับ เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ในกลุ่มโรคมะเร็งทั่วโลก  ในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการผิดปกติแต่จะพบมีอาการเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่จนกดเบียด  กินพื้นที่ตับมากแล้ว จนตับทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการ ปวดท้องด้านขวาบน ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องบวม คลื่นไส้ / อาเจียน

 

มะเร็งตับ  มีปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค หรือสาเหตุหลักๆ ดังนี้

  1. ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี, ซี
  • คนที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบชนิด บี มีโอกาสเกิดมะเร็งประมาณ 0.5 %
  • คนที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบชนิด ซี และมีโรคตับแข็ง มีโอกาสเกิดมะเร็ง 1.5 – 4.0 %
  1. ดื่มสุรา หรือ เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์
  2. โรคทางเมตาบอลิกบางชนิด เช่น ภาวะเหล็กเกิน
  3. มีไขมันสะสมในตับมาก จนทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ (ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ อาจมีภาวะเบาหวาน และน้ำหนักตัวมากร่วมด้วย)
  4. ได้รับหรือสัมผัสกับสารบางอย่าง ซึ่งเป็นพิษต่อตับได้แก่ สารอัลฟ่าท็อกซิน (Alfatoxin) ซึ่งพบมากในธัญพืชอบแห้งที่เก่าเก็บ หรือสัมผัสเคมีบางประเภทเป็นประจำ เช่น คาร์บอนเตตราคลอไรด์,โพลี่ไวนิลคลอไรด์

 

จะตรวจได้อย่างไรว่าเป็นมะเร็งตับหรือไม่

 

การตรวจค้นหาโรคมะเร็งตับ เบื้องต้นสามารถตรวจได้จากการตรวจเลือด หาสารบ่งชี้มะเร็งตับที่เรียกว่า AFP( Alfa Feto Protein) ซึ่งจะมีความไวในการตรวจพบประมาณ 40-64% เท่านั้น  เนื่องจากคนที่เป็นโรคมะเร็งตับบางคนอาจไม่มีการผลิตสารตัวนี้ หรือสารตัวนี้อาจพบมีค่าสูงได้จากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งตับ แต่ถ้าตรวจหาสารตัวนี้แล้วพบว่ามีค่าสูงกว่า 400 ug/ml  แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็งถึง 75 – 90 % โดยการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน  ตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)   ตรวจคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI)  หรือตัดชิ้นเนื้อตับส่งตรวจ

SHARE