บอกลาโรคอ้วนถาวร แค่รู้จักแนวทางรักษาด้วยนวัตกรรมผ่าตัดกระเพาะ สำหรับคนประสบปัญหาโรคดังกล่าวโดยเพาะ ช่วยในการฟื้นฟู ทำให้ผู้ป่วยกลับมามั่นใจในภาพลักษณ์อีกครั้ง
โรคอ้วน คืออะไร ?
โรคอ้วน คือ ภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากผิดปกติ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันพอกตับ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ โรคเส้นเลือดหัวใจหรือสมองตีบตัน โรคกรดไหลย้อน กระดูกสันหลังหรือกระดูกเข่าเสื่อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย และปัจจุบันจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ พบว่า มีคนไทยมีโรคอ้วน มากกว่า 20.8 ล้านคน ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบสุขภาพของประเทศเป็นอย่างมาก
สารบัญ
- กลยุทธ์ในการลดน้ำหนักดด้วยวิธีการต่างๆ
- ความรู้จักกับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร คืออะไร?
- การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร เหมาะกับใคร?
- ก่อนเข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร ควรเตรียมตัวอย่างไร?
- การผ่าตัดลดน้ำหนักมีวิะีการอย่างไร?
- ประโยชน์ของการผ่าตัดลดน้ำหนักคืออะไร
- ผลลัพธ์ในการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร เป็นอย่างไร ใช้ระยะเวลาเท่าไรกว่าจะเห็นผลชัดเจน?
- การผ่าตัดลดน้ำหนัก อันตรายไหม?
- สาเหตุของโรคอ้วน
- อาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอ้วน (FAQ)
เมื่อไรถึงบอกได้ว่าเป็นโรคอ้วน ?
วิธีการที่นิยม คือ ใช้การวัดจากค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index) กล่าวคือ ถ้าค่าดัชนีมวลกาย > 25 ถือว่ามีภาวะอ้วน ดังตารางนี้
| เกณฑ์ดัชนีมวลกาย [ ส่วนสูง (เมตร)/น้ำหนัก2 (กิโลกรัม) ] | |
| น้อยกว่า 18 | น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ |
| 18-22.9 | สมส่วน |
| 23-24.9 | น้ำหนักเกิน |
| 25-29.9 | โรคอ้วน |
| มากกว่า 30 | โรคอ้วนอันตราย |
กลยุทธ์ในการลดน้ำหนักด้วยวิธีการต่างๆ
- การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายปัจจุบันจากข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า การควบคุมอาหาร เช่น Low carbohydrate, Intermittent fastingสามารถลดน้ำหนักได้ที่ประมาณ 3-8% ที่ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน นอกจากนี้เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานขึ้นก็จะมีโอการน้ำหนักฟื้นคืนได้มาก เนื่องจากในช่วงที่ควบคุมอาหารร่างกายจะลดการเผาผลาญพลังงานลง เมื่อผู้ป่วยกลับมารับประทานอาหารแบบปกติจึงทำให้น้ำหนักกลับมาฟื้นคืนมากขึ้นกว่าเดิมได้
- การใช้ยาลดน้ำหนัก ปัจจุบันยาลดน้ำหนักที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยโดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา มีอยู่ 5 ตัว โดยตัวที่เป็นที่นิยมและใช้แพร่หลาย คือ Liraglutide ซึ่งเป็นยาฉีดบริเวณชั้นใต้ผิวหนัง มีผลทำให้รู้สึกอิ่ม สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 5-10% ที่ระยะเวลาประมาณ 6-12 เดือน โดยอาจจะมีผลข้างเคียง คือ คลื่นไส้ อาเจียน ได้
- การใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหาร การใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหารเป็นทางเลือกชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้การส่องกล้องทางปากนำบอลลูนเข้าไปไว้ในกระเพาะอาหารโดยบรรจุน้ำเกลือผสมสารสีฟ้าเข้าไปในบอลลูน 400-500 ซีซี ทำให้รู้สึกอิ่มตลอดเวลา สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 6-15% ที่ระยะเวลาประมาณ 6-12 เดือน โดยในบอลลูนรุ่นใหม่จะสามารถทำการปรับขนาดบอลลูนหลังใส่ได้จนถึงประมาณ 6 เดือน และเมื่อครบ 1 ปีต้องเปลี่ยนนำบอลลูนออก
- การผ่าตัดกระเพาะทางกล้องเพื่อลดน้ำหนัก การผ่าตัดกระเพาะทางกล้องเพื่อลดน้ำหนักเป็นการผ่าตัดเย็บกระเพาะเพื่อทำให้ผู้ป่วยทานอาหารได้น้อยลงร่วมกับลดการสร้างฮอร์โมนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับความหิว นอกจากนี้จะช่วยในการทำงานของฮอร์โมนที่ดีบางตัวเพื่อรักษาโรคเบาหวานได้ด้วย ปัจจุบันการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักเป็นวิธีเดียวที่สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 30-40% โดยที่มีการติดตามผลไปมากกว่า 10 ปี แผลจากการผ่าตัดเป็นแผลขนาดเล็ก 5-10 มิลลิเมตร ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วโยหลังผ่าตัดสามารถลุกเดินได้ภายใน 1 วัน ส่วนความเสี่ยงจากการผ่าตัดปัจจุบันด้วยเทคนิคของศัลยแพทย์ที่ชำนาญ มีความเสี่ยงต่ำมากน้อยกว่า 1%
| เปรียบเทียบการลดน้ำหนักทั้ง 4 วิธี | ||||
| การควบคุมอาหารและออกกำลังกาย | การใช้ยาลดน้ำหนัก | การใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหาร | การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก | |
| ดัชนีมวลกายที่เหมาะสม | > 23 ขึ้นไป | > 27 ขึ้นไป | > 27 ขึ้นไป | >32.5 ขึ้นไป |
| น้ำหนักที่ลดได้* | 3-8% | 5-10% | 6-15% | 30-40% |
| ผลของการลดน้ำหนักระยะสั้น | ++ | +++ | ++++ | ++++++++ |
| ผลของการลดน้ำหนักระยะยาว | + | + | ++ | ++++++++ |
| โอกาสหายจากโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน* | +
|
++ | +++ | +++++ |
| ข้อเสีย | – | ต้องใช้ยาต่อเนื่องและมีโอกาสน้ำหนักฟื้นคืนได้หลังหยุดยา | สามารถใส่บอลลูนได้สูงสุด 1 ปี และต้องระมัดระวังน้ำหนักฟื้นคืนหลังนำบอลลูนออก | ความเสี่ยงจากการผ่าตัด***
|
* น้ำหนักที่ลดได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ตัวเลขที่นำมาอ้างอิงมาจากข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบัน
** โรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันสูง หยุดหายใจขณะนอนหลับ ไขมันในเส้นเลือดสูง เข่าเสื่อม
เส้นเลือดหัวใจ/สมองตีบตัน ไขมันพอกตับ เป็นต้น
*** ความเสี่ยงจากการผ่าตัด สามารถควบคุมได้โดยทีมสหสาขาวิชาชีพแพทย์ที่ชำนาญและเครื่องมือที่ทันสมัย
ความรู้จักกับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร คืออะไร ?
การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดขนาดกระเพาะให้เล็กลง ร่วมกับลดการดูดซึมของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก นอกจากนี้ฮอร์โมนความหิวที่ถูกสร้างที่กระเพาะก็จะลดลงหลังผ่าตัดทำให้หลังผ่าตัดความอยากอาหารก็จะลดลงด้วย จุดประสงค์ของผ่ารผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วนและรักษาโรคร่วมที่มากับโรคอ้วน เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันพอกตับ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ เป็นต้น ทำให้หลังผ่าตัดผู้ป่วยสุขภาพดี แข็งแรงและชีวิตได้อย่างปกติ
การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร เหมาะกับใคร?
การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ได้เหมาะสมกับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินทุกราย ก่อนการผ่าตัดแพทย์จะให้ข้อมูลกับคนไข้อย่างละเอียด ตรวจร่างกายดูความพร้อม และะคัดกรองผู้ป่วยที่เหมาะสมซึ่งมีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้
ผู้ที่ลดความอ้วนด้วยวิธีอื่นๆแล้วไม่ได้ผล
ค่าดัชนีมวลกาย(BMI) > 27.5 kg/m2 ร่วมกับมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคอ้วนที่ไม่สามารถคุมได้
ค่าดัชนีมวลกาย(BMI) > 32.5 kg/m2 ร่วมกับมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคอ้วน
ค่าดัชนีมวลกาย(BMI) > 37.5 kg/m2
ผู้ที่ไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัดและสามารถดูแลตัวเองได้หลังผ่าตัด
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร ควรเตรียมตัวอย่างไร?
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและตรวจอื่นๆ ดังนี้
– การตรวจเลือดเบื้องต้นและตัวประเมินโรคประจำตัวเพื่อเตรียมความพร้อมทั่วไป
– การตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหาร เพื่อดูภาวะกรดไหลย้อน หรือสภาพทั่วไปของกระเพาะ
– การตรวจอัลตร้าซาวด์ตับและถุงน้ำดี เพื่อดูภาวะไขมันเกาะตัวและถุงน้ำดีว่ามีนิ่วในถุงน้ำดี
– การตรวจการนอนหลับ ทำในเฉพาะผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้สงสัยภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
– หากผู้ป่วยสูบบุหรี่ จะต้องหยุดสูบบุหรี่ก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ รวมถึงหลังการผ่าตัดด้วย เนื่องจากการสูบบุหรี่จะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวช้าและเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาต่างๆ
-แจ้งแพทย์และพยาบาลหากไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่
-แจ้งแพทย์และพยาบาลเกี่ยวกับยาที่ทานประจำ สมุนไพร หรืออาหารเสริม
การผ่าตัดลดน้ำหนักมีวิธีการอย่างไร

1. การผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve gastrectomy)
ผ่าตัดแบบส่องกล้อง ตัดกระเพาะบางส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหลือ 15-20%
ปรับลดฮอร์โมนความอยากอาหาร(Ghrelin) ทำให้ทานได้น้อยลง ลดน้ำหนักได้ดีโดยน้ำหนักส่วนเกิดลดลง 60-70%

2. การผ่าตัดแบบบายพาส (Roux-en-Y Gastric bypass)
ผ่าตัดแบบส่องกล้อง ตัดปลายหลอดอาหารที่เชื่อมกับกระเพาะไปต่อกับลำไส้โดยตรง ปรับลดฮอร์โมนความอยากอาหาร(Ghrelin) ทำให้ทานได้น้อยลง และลดการดูดซึมอาหารร่วมด้วย
ทำให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้นและรักษาโรคร่วมที่เกิดจากโรคอ้วนได้ดียิ่งขึ้น ลดน้ำหนักได้ดีโดยน้ำหนักส่วนเกิดลดลง 70-80%

3. การผ่าตัดแบบสลีฟพลัส (Sleeve gastrectomy plus proximal jejunal bypass)
เทคนิคนี้เป็นเทคนิคใหม่ล่าสุดและเป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยเป็นผ่าตัดแบบส่องกล้องตัดกระเพาะบางส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหลือ 15-20% ปรับลดฮอร์โมนความอยากอาหาร(Ghrelin) ทำให้ทานได้น้อยลง ร่วมกับการทำทางเชื่อมลำไส้เล็กใหม่เพื่อลดการดูดซึมอาหารร่วมด้วย ทำให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้นและรักษาโรคร่วมที่เกิดจากโรคอ้วนได้ดียิ่งขึ้น โดยพบภาวะแทรกซ้อนต่ำกว่าการทำผ่าตัดแบบบายพาสโดยผลในการลดน้ำหนักไม่ต่างกัน ลดน้ำหนักได้ดีโดยน้ำหนักส่วนเกิดลดลง 70-80%

4. การใส่ห่วงรัดกระเพาะ
การใส่ห่วงรัดกระเพาะ ทำให้กินน้อยลง
ปัจจุบันวิธีนี้ไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากระยะยาวอาจจะมีปัญหาได้
| เปรียบเทียบเทคนิคการผ่าตัดแต่ละแบบ | |||
| การผ่าตัดแบบสลีฟ | การผ่าตัดแบบบายพาส | การผ่าตัดแบบสลีฟพลัส | |
| ค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสม | 32.5 – 50 kg/m2 | >45 kg/m2 ขึ้นไป | >45 kg/m2 ขึ้นไป |
| การฟื้นตัวหลังผ่าตัด | เร็ว | ปานกลาง | เร็ว |
| น้ำหนักที่ลดได้หลังผ่าตัด* | 60-70% | 70-80% | 70-80% |
| โอกาสหายจากโรคเบาหวาน
และโรคร่วมอื่นๆ |
สูง | สูงมาก | สูงมาก |
| กรณีมีภาวะกรดไหลย้อนรุนแรง | ไม่เหมาะสม | เหมาะสม | ไม่เหมาะสม |
| โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะสั้น | + | ++ | + |
| โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว | + | ++ | + |
*น้ำหนักที่ลดได้ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคน ระยะเวลาที่น้ำหนักลดลงต่ำสุดอยู่ที่ 1 ปีหลังผ่าตัด
ประโยชน์ของการผ่าตัดลดน้ำหนักคืออะไร
หลังการผ่าตัดจะช่วยให้กระเพาะอาหารเล็กลงเหลือ 20% ของความจุเดิม ผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้น้อยลงโดยไม่รู้สึกหิว และจะรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น จึงช่วยจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารและนำไปสู่การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ในการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร เป็นอย่างไร ใช้ระยะเวลาเท่าไรกว่าจะเห็นผลชัดเจน?
จากข้อมูลและงานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบัน พบว่าหลังการผ่าตัดลดน้ำหนัก ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักส่วนเกิดลดลงสูงถึง 60-80% โดยใช้ระยะเวลาหลังผ่าตัดประมาณ 6-12 เดือน
ส่วนโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น หายจากโรคเบาหวานหรืออาการดีขึ้น >80%, หายจากโรคความดันโลหิตสูง 60-70%, หายจากโรคไขมันในเลือดสูง 80-90%
นอกจากนี้น้ำหนักที่ลดลงจะช่วยป้องกันโรคเข่าเสื่อม, กระดูกสันหลังเสื่อม, ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดสมอง/หัวใจตีบตันอีกด้วย
การผ่าตัดลดน้ำหนัก อันตรายไหม ?
ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีอุปกรณ์ผ่าตัดที่ทันสมัยและความชำนาญของศัลยแพทย์ผ่าตัด พบว่าความเสี่ยงจากการผ่าตัดต่ำมาก ขนาดแผลประมาณ 5-15 มิลลิเมตร เย็บแผลด้วยไหมละลาย และปิดแผลแบบกันน้ำ ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็ว เจ็บแผลน้อยมาก และลุกเดินได้หลังผ่าตัด 1-2 วัน โดยทีมศัลยแพทย์ผ่าตัดทางกล้องที่ รพ.สินแพทย์ ใช้แพทย์เฉพาะทางที่มีประสบกาณ์ผ่าตัดสูงและจบเฉพาะทางด้านการผ่าตัดโรคอ้วนโดยร่วมกันโดยเฉพาะ 2 คน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและการันตีได้ว่าผ่าตัดกระเพาะออกได้ตามมาตรฐานการผ่าตัดลดน้ำหนัก นอกจากนี้ในกระบวนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดก็ยังมีทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมกันดูแลผู้ป่วยอย่างละเอียด เพื่อให้การผ่าตัดลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ให้น้อยที่สุด
สาเหตุของโรคอ้วน
- พฤติกรรมการกิน : การบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูง ไขมันสูง น้ำตาลสูง และขาดใยอาหาร เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคอ้วน
- การขาดการออกกำลังกาย : การไม่ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อยเกินไป ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง
- พันธุกรรม : บางคนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนอื่น เนื่องจากพันธุกรรมโดยตรง
- โรคประจำตัว : โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ อาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้เช่นเดียวกัน
- ยาบางชนิด : ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมียาตัวอื่น ๆ ที่เกิดผลข้างเคียงเกี่ยวกับน้ำหนัก
- ความเครียด : ความเครียดอาจทำให้บางคนกินอาหารมากขึ้น เพื่อลดความเครียด
อาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน
โรคอ้วนไม่ได้ส่งผลกระทบแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่อาการและภาวะแทรกซ้อนมากมายที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม ดังนี้:
อาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคอ้วน
- เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก แม้ทำกิจกรรมเบาๆ
- เหงื่อออกมากผิดปกติ
- ปวดหลัง ปวดข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า
- นอนกรน หรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- มีปัญหาผิวหนัง เช่น ผื่นคัน หรือรอยแตกลาย
- รู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตนเอง
นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคอ้วน ได้แก่โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร โรคมะเร็งบางชนิด ปัญหาทางด้านจิตใจ และภาวะมีบุตรยาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอ้วน (FAQ)
โรคอ้วนรักษาหายได้หรือไม่?
โรคอ้วนเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในระยะยาว เพื่อให้กลับมามีน้ำหนักที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่เหมาะสมและส่งเสริมให้สุขภาพดีขึ้น ดังนี้
- ปรับพฤติกรรมการกิน : ลดปริมาณแคลอรี เลือกอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมปริมาณอาหาร และกินอาหารให้เป็นเวลามากยิ่งขึ้น
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความชอบของตัวเอง
- ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ : ในกรณีที่โรคอ้วนรุนแรง และการรักษาอื่นๆ ไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร
โรคอ้วนเกิดจากพันธุกรรมได้จริงหรือ?
พันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคอ้วนได้จริง แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุหลักเสมอไป ตัวพันธุกรรมสามารถส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วนได้หลายทาง ดังนี้
- การเผาผลาญพลังงาน
- ความอยากอาหาร
- การสะสมไขมัน
แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามพันธุกรรมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นโรคอ้วนหรือไม่เป็น พฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน พูดง่าย ๆ ว่าต่อให้คุณจะมีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อโรคอ้วน แต่ถ้าคุณเลือกทานอาหารดี ๆ และหมั่นออกกำลังกาย คุณก็จะยิ่งห่างไกลจากโรคดังกล่าว
มีน้ำหนักเกินแต่สุขภาพแข็งแรงถือว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่?
การมีน้ำหนักเกินแต่สุขภาพแข็งแรงนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และไม่สามารถสรุปได้ง่าย ๆ ว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ เนื่องจากโรคอ้วนไม่ได้พิจารณาจากน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากปริมาณไขมันในร่างกายและผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมด้วย เช่น ดัชมีมวลกาย (BMI) รอบเอว มวลกระดูก และการตรวจสุขภาพโดยรวม
เขียนโดยนพ.เสฐียรพงษ์ จันทวิบูลย์ แผนกศัลยกรรม
โรงพยาบาลสินแพทย์ศรีนครินทร์







