มือชา แขนชา บ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณอันตรายจากโรคร้ายแรง เช่น กระดูกทับเส้น หลอดเลือดสมอง หรือปลายประสาทอักเสบ เรียนรู้สาเหตุ อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ และวิธีป้องกันจากโรงพยาบาลสินแพทย์
อาการมือชา แขนชา อย่ามองข้าม สัญญาณอันตรายที่ควรระวัง
อาการมือชาบ่อยครั้ง มีสาเหตุได้หลากหลายตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงอาการอันตราย เช่น กระดูกทับเส้น หรือหลอดเลือดสมอง ควรสังเกตตัวเองและเข้าพบแพทย์อย่างทันท่วงที
อาการมือชา แขนชา อย่ามองข้าม สัญญาณอันตรายที่ควรระวัง
หลายคนอาจเคยมือชา แขนชา รู้สึกยุบยิบหรือเจ็บแปลบเหมือนมีเข็มทิ่มใต้ผิวหนัง มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เมื่อมีการปรับเปลี่ยนท่าทางก็จะหายไปได้เอง ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ระบบไหลเวียนเลือดไม่คล่องตัวจากการนั่งนานๆ หรือการขาดวิตามินบางชนิด
แม้ว่าการชาตามร่างกายอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่หากเมื่อใดที่สังเกตได้ว่ามักเกิดขึ้นบ่อยหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น รู้สึกชาร่างกายครึ่งซีกหรืออ่อนแรง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่ควรได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของอาการชาที่เกิดขึ้น โรงพยาบาลสินแพทย์ขอพาไปเจาะลึกถึงสาเหตุว่ามีที่มาจากปัจจัยอะไรบ้าง พร้อมแนะนำวิธีสังเกตมือชา แขนชา แบบไหนที่ควรต้องรีบพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และทันท่วงที

มือชา แขนชา คืออะไร?
มือชา แขนชา คือ อาการรับรู้ความรู้สึกทางร่างกายผิดปกติไป เช่น รู้สึกเหมือนมีของแหลมคมทิ่มแทงหรือถูกไฟฟ้าช็อต อยู่ใต้ผิวหนัง หรือชาหนาแบบโดนฉีดยาชา เกิดจากความผิดปกติในระบบประสาท หรือการไหลเวียนเลือด โดยปกติแล้วอาการมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่หากมีภาวะเรื้อรัง อาจบ่งบอกได้ถึงปัญหาสุขภาพที่รุนแรง เช่น ภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เบาหวานทำให้เส้นประสาทเสื่อม รวมทั้งเป็นสัญญาณของการที่ร่างกายขาดวิตามินได้ ซึ่งผู้ป่วยควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และดำเนินการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้มือชา แขนชา
กลุ่มอาการเส้นประสาทถูกกดทับ
กลุ่มอาการเส้นประสาทถูกกดทับ เป็นภาวะที่บริเวณเส้นประสาทถูกกดทับหรือมีแรงบีบคั้น ทำให้เส้นประสาททำงานได้ไม่ปกติ ส่งผลให้อวัยวะในบริเวณนั้นเกิดความรู้สึกชา และอ่อนแรงขึ้นได้ โดยการกดทับบริเวณเส้นประสาท สามารถมีสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้
โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome)
โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีการใช้งานข้อมือเป็นระยะเวลานาน เช่น พนักงานออฟฟิศที่มีความจำเป็นต้องใช้งานมือตลอดทั้งวัน ทำให้มีอาการมือชา โดยเฉพาะบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง บางครั้งอาจปวดหรือรู้สึกอ่อนแรงเกิดขึ้นได้โดยง่าย
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc)
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นภาวะที่หมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนที่มากดทับ ทำให้เกิดการชาหรือเจ็บแปลบ บริเวณที่เส้นประสาทไปเลี้ยง
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis)
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ เป็นภาวะที่ช่องไขสันหลังตีบแคบลง ทำให้เส้นประสาทจากกระดูกสันหลังถูกกดทับ มักเกิดกับกระดูกส่วนหลัง ส่งผลทำให้ปวดหลังเรื้อรัง ร่วมกับ ชาขา ถ้ารุนแรงทำให้เกิดอาการอ่อนแรงได้
โรคพังพืดกดทับเส้นประสาทข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome)
โรคพังพืดกดทับเส้นประสาทข้อศอก ภาวะที่เส้นประสาทบริเวณข้อศอกที่ทำหน้าควบคุมความรู้สึก รวมถึงการเคลื่อนไหวของนิ้วก้อย นิ้วนางถูกกดทับ ทำให้เกิดการปวดชา และอาจมีอาการมากขึ้นเมื่อมีการพับหรือกางแขนเป็นระยะเวลานาน
โรคปลายประสาทอักเสบหรือเสื่อม (Peripheral Neuropathy)
โรคปลายประสาทอักเสบหรือเสื่อม เป็นภาวะที่เส้นประสาทส่วนปลายถูกทำลาย ทำให้มักมีอาการชาจากบริเวณปลายมือหรือปลายเท้า ปวดแสบปวดร้อน และอาจมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดขึ้น เช่น โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีความผิดปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีปริมาณสูงมากเกินไป หากไม่ได้รับการควบคุม และรักษาที่ดี เลือดไปเลี้ยงปลายประสาทแย่ลง ทำให้ชามือเท้า เดินเซได้
การขาดวิตามิน
การขาดวิตามินบางชนิด อาจทำให้เกิดอาการมือชา แขนชาได้ โดยเฉพาะวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงระบบประสาท เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และวิตามินอี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของเส้นประสาท รวมถึงการส่งสัญญาณจากสมองสู่อวัวยะอื่น ๆ ในร่างกาย
การบาดเจ็บ
การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ที่บาดเจ็บเส้นประสาทโดยตรง ทำให้เส้นประสาทได้รับความเสียหายหรือถูกกดทับส่งผลให้การนำส่งสัญญาณจากสมองไปยังอวัยวะต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้ตามปกติ และความรุนแรงของผลกระทบนี้นำไปสู่ชาอ่อนแรง ขึ้นกับบริเวณที่บาดเจ็บและความรุนแรงของอุบัติเหตุ
โรคทางระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมองและไขสันหลัง หากมีมีความผิดปกติ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชาได้ ได้แก่
โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic stroke)
โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะที่เกิดการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดสมอง เกิดสมองขาดเลือดทำให้การไหลเวียนเลือดทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพมากพอ ซึ่งอาจทำให้มีอาการตามบริเวณที่สมองขาดเลือด เช่นแขนขาชา อ่อนแรง โดยความรุนแรงมากเป็นอัมพาตครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัดเจนได้

อาการมือชา แขนชา แบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์?
- อาการชาเรื้อรัง : ลักษณะที่มีอาการแขนชา มือชา ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์
- อาการอ่อนแรง : อาการชา ร่วมกับแขน ขา ไม่มีแรง และไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ตามปกติ เช่น การหยิบจับสิ่งของได้อยากลำบาก เดินเซ
- อาการปวด : อาการชา ร่วมกับการปวด เจ็บแปลบ
- อาการอื่น ๆ : เช่น เวียนหัว มองเห็นผิดปกติ พูดไม่ชัด อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางหลอดเลือดสมอง หรือความผิดที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทที่ควรต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
วิธีรักษาอาการมือชา แขนชา
วิธีรักษาขึ้นกับการวินิจฉัยตามสาเหตุ มีแนวทางคร่าวๆดังต่อไปนี้
- การรักษาด้วยยา : ทั้งยารับประทานและยาฉีด เช่น ยาบรรเทาปวด ยาต้านการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาอาการปวด และชา
- การกายภาพบำบัด : เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ และช่วยลดการกดทับบริเวณเส้นประสาท
- การผ่าตัด : สาเหตุบางอย่างจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข เช่น รักษาด้วยยาล้มเหลว หรืออาการของโรครุนแรง ตามการพิจารณาแนวทางการรักษา แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัด
วิธีป้องกันอาการมือชา แขนชา
วิธีป้องกันอาการมือชา แขนชา สามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลสุขภาพดังนี้
- ปรับพฤติกรรม : เช่น การปรับท่านั่งให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการอยู่ในอิริยาบถเดิมนาน ๆ หลีกเลี่ยงการยกของหนักผิดท่า ซึ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่กระดูกหรือเส้นประสาท
- ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง : หมั่นออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินที่จำเป็นต่อการบำรุงระบบประสาท และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ในปริมาณมาก เพราะอาจส่งผลให้ระบบประสาทได้รับความเสียหายได้ ตรวจเช็คสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการมือชา แขนชา (FAQ)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการมือชา แขนชา มีดังนี้
อาการมือชา แขนชา เกิดจากการนอนทับแขนนาน ๆ ได้หรือไม่?
อาการมือชา แขนชา สามารถเกิดขึ้นได้จากการนอนทับแขนนาน ๆ ได้ เนื่องจากท่านอนนั้นอาจมีการกดทับเส้นประสาท และการไหลเวียนเลือดถูกขัดขวาง เมื่อมีการปรับเปลี่ยนท่าทาง อาการเหล่านี้ก็จะหายไปได้เอง แต่ถ้าหากมีการเปลี่ยนท่าทางแล้ว อาการยังไม่หายไป หรือมีลักษณะอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวด เจ็บแปลบ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตามหาสาเหตุที่อาจมีโรคร้ายแรงแทรกซ้อนอยู่
การดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่ออาการมือชา แขนชา หรือไม่?
การดื่มแอลกอฮอล์อาจมีผลต่ออาการมือชา แขนชา เนื่องจากเครื่องดื่มชนิดนี้จะเข้าไปทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย และดึงวิตามินที่สำคัญออกจากร่างกาย รวมทั้งมีฤทธิ์ในการกดประสาทส่วนกลาง ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบประสาท เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชาขึ้นได้
การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการมือชา แขนชา หรือไม่?
ในบุหรี่มีสารนิโคติน จะทำให้หลอดเลือดตีบ และแข็งตัว ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดที่ไม่หล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ลดน้อยลง รวมถึงสารพิษนั้นสามารถทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย ซึ่งก่อให้เกิดอาการชา หรือรู้สึกมีของแหลมคมมาจิ้มอยู้ใต้ผิวหนังนั่นเอง







