รู้จักโรคเมลิออยโดซิส (Melioidosis) หรือโรคไข้ดิน เชื้อแบคทีเรียในดินและน้ำ พร้อมเช็กอาการและวิธีรักษาอย่างถูกต้อง
โรคเมลิออยโดซิส (Melioidosis) หรือที่คนไทยเรียกว่า “โรคไข้ดิน” เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่พบในดินและน้ำเขตร้อนชื้นรวมถึงประเทศไทย
พบระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ พบมากในช่วงฤดูฝน จัดเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ
โรคเมลิออยโดซิสเกิดจากอะไร ?
โรคเมลิออยโดซิส (Melioidosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย “Burkholderia pseudomallei” ซึ่งเป็นแบคทีเรียกรัมลบ รูปทรงแท่ง เคลื่อนที่ได้ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี อาศัยอยู่ในดินและน้ำตามธรรมชาติในเขตร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียนี้เข้าสู่ร่างกายคนได้หลายทาง ได้แก่
- การหายใจ สูดละอองฝุ่นหรือละอองน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ
- การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ
- การสัมผัสทางผิวหนัง โดยเชื้อเข้าทางบาดแผล รอยขีดข่วน ผิวหนังที่แตก
- การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บจากเข็มหรืออุปกรณ์ที่มีเชื้อปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการ
ใครบ้างที่เสี่ยงติดโรคเมลิออยโดซิส ?
- ผู้ป่วยเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง
- ผู้ป่วยโรคตับ
- ผู้ป่วยโรคไต
- ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
- ผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง
- ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ
- ผู้ที่มีอาชีพหรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการสัมผัสดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เกษตรกรรม ทำสวน ก่อสร้าง
อาการของโรคเมลิออยโดซิสเป็นอย่างไร ?
โรคนี้มีอาการและอาการแสดงที่หลากหลายคล้ายโรคอื่น เช่น วัณโรคหรือปอดบวม ระยะฟักตัวโดยทั่วไปคือ 1-4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ แต่ในผู้ป่วยบางรายเชื้ออาจอยู่ในร่างกายนานเป็นเดือนหรือเป็นปีแล้วค่อยแสดงอาการเมื่อภูมิคุ้มกันตก รูปแบบอาการของโรคมี 4 แบบหลัก ๆ ได้แก่
1.การติดเชื้อเฉพาะที่ อาการมักไม่รุนแรง
- แผลอักเสบเรื้อรัง
- ก้อนหรือฝีที่ผิวหนัง
- ต่อมน้ำเหลืองโต กดเจ็บ แตกเป็นหนอง
- เยื่อตาอักเสบ ม่านตาอักเสบ
2.การติดเชื้อในปอด พบบ่อยที่สุด อาการคล้ายหลอดลมอักเสบจนถึงปอดอักเสบรุนแรง
- ไอ เสมหะ เหนื่อย เจ็บหน้าอก
- ไข้สูง
- เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
3.การติดเชื้อในกระแสเลือด มักเกิดในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน อัตราการเสียชีวิตสูง
- มีไข้สูง หนาวสั่น
- หายใจลำบาก
- ปวดศีรษะรุนแรง ซึม สับสน ชัก
- อวัยวะหลายระบบล้มเหลว
- ความดันต่ำ มีภาวช็อก อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
4.การติดเชื้อเรื้อรัง มีอาการคล้ายวัณโรค
- ไข้เรื้อรัง
- น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
- มีฝีในตับ ม้าม ต่อมลูกหมาก ข้อต่อ กระดูก
การวินิจฉัยโรคเมลิออยโดซิสทำอย่างไร ?
การวินิจฉัยมาตรฐานทำได้โดยการเพาะเชื้อจากเลือด ปัสสาวะ เสมหะ น้ำไขสันหลัง หนองจากฝีหรือแผล นอกจากนี้ยังมีการตรวจหาแอนติบอดีและการตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อในบางกรณี
การรักษาโรคเมลิออยโดซิส
การรักษาใช้เวลานานโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ
1. ระยะเข้มข้น ใช้เวลา 2 ถึง 8 สัปดาห์
เพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อ โดยการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ ยาหลักที่ใช้รักษา ได้แก่ Ceftazidime หรือ Meropenem ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจให้ยา Trimethoprim-sulfamethoxazole ร่วมด้วย
2. ระยะกำจัดเชื้อ ใช้เวลา 3 ถึง 6 เดือน
เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ โดยให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน ยาหลักได้แก่ Trimethoprim-sulfamethoxazole หรือใช้ยาทางเลือกอื่น เช่น Amoxicillin/clavulanic acid หรือ Doxycycline
ผู้ป่วยต้องได้รับยาครบตามกำหนด หากรักษาไม่ครบอาจทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 1-2 ปี
สามารถป้องกันโรคเมลิออยโดซิสได้อย่างไร ?
ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค การป้องกันจึงเน้นที่การดูแลสุขอนามัยและการปรับพฤติกรรม
- สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น สวมรองเท้าบูทหรือถุงมือยาง เมื่อต้องลุยน้ำหรือสัมผัสดิน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำหรือดินขณะมีแผล
- ดื่มน้ำสะอาด ที่ผ่านการต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน
- ดูแลความสะอาด อาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่ทันทีหลังเลิกงาน ล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัสดินหรือน้ำ
- หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงฤดูฝนเพื่อเลี่ยงการสูดดมละอองดิน
- ผู้มีความเสี่ยงสูง เช่น เบาหวาน ควรควบคุมโรคประจำตัวให้ดี







