โรคไข้ดิน…เชื้อโรคร้ายในคนที่สัมผัสดินหรือน้ำไม่สะอาด !!!

27 เม.ย. 2569 | เขียนโดย โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา

รู้จักโรคเมลิออยโดซิส (Melioidosis) หรือโรคไข้ดิน เชื้อแบคทีเรียในดินและน้ำ พร้อมเช็กอาการและวิธีรักษาอย่างถูกต้อง



โรคเมลิออยโดซิส (Melioidosis) หรือที่คนไทยเรียกว่า “โรคไข้ดิน” เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่พบในดินและน้ำเขตร้อนชื้นรวมถึงประเทศไทย

 

พบระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ พบมากในช่วงฤดูฝน จัดเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ

 

โรคเมลิออยโดซิสเกิดจากอะไร ?

โรคเมลิออยโดซิส (Melioidosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย “Burkholderia pseudomallei” ซึ่งเป็นแบคทีเรียกรัมลบ รูปทรงแท่ง เคลื่อนที่ได้ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี อาศัยอยู่ในดินและน้ำตามธรรมชาติในเขตร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียนี้เข้าสู่ร่างกายคนได้หลายทาง ได้แก่

  • การหายใจ สูดละอองฝุ่นหรือละอองน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • การสัมผัสทางผิวหนัง โดยเชื้อเข้าทางบาดแผล รอยขีดข่วน ผิวหนังที่แตก
  • การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บจากเข็มหรืออุปกรณ์ที่มีเชื้อปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการ

 

ใครบ้างที่เสี่ยงติดโรคเมลิออยโดซิส ?

  • ผู้ป่วยเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง
  • ผู้ป่วยโรคตับ
  • ผู้ป่วยโรคไต
  • ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
  • ผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ผู้ที่มีอาชีพหรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการสัมผัสดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เกษตรกรรม ทำสวน ก่อสร้าง

อาการของโรคเมลิออยโดซิสเป็นอย่างไร ?

โรคนี้มีอาการและอาการแสดงที่หลากหลายคล้ายโรคอื่น เช่น วัณโรคหรือปอดบวม ระยะฟักตัวโดยทั่วไปคือ 1-4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ แต่ในผู้ป่วยบางรายเชื้ออาจอยู่ในร่างกายนานเป็นเดือนหรือเป็นปีแล้วค่อยแสดงอาการเมื่อภูมิคุ้มกันตก รูปแบบอาการของโรคมี 4 แบบหลัก ๆ ได้แก่

1.การติดเชื้อเฉพาะที่ อาการมักไม่รุนแรง

  • แผลอักเสบเรื้อรัง
  • ก้อนหรือฝีที่ผิวหนัง
  • ต่อมน้ำเหลืองโต กดเจ็บ แตกเป็นหนอง
  • เยื่อตาอักเสบ ม่านตาอักเสบ

2.การติดเชื้อในปอด พบบ่อยที่สุด อาการคล้ายหลอดลมอักเสบจนถึงปอดอักเสบรุนแรง

  • ไอ เสมหะ เหนื่อย เจ็บหน้าอก
  • ไข้สูง
  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

3.การติดเชื้อในกระแสเลือด มักเกิดในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน อัตราการเสียชีวิตสูง

  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • หายใจลำบาก
  • ปวดศีรษะรุนแรง ซึม สับสน ชัก
  • อวัยวะหลายระบบล้มเหลว
  •  ความดันต่ำ มีภาวช็อก อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

4.การติดเชื้อเรื้อรัง มีอาการคล้ายวัณโรค

  • ไข้เรื้อรัง
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
  • มีฝีในตับ ม้าม ต่อมลูกหมาก ข้อต่อ กระดูก

 

การวินิจฉัยโรคเมลิออยโดซิสทำอย่างไร ?

การวินิจฉัยมาตรฐานทำได้โดยการเพาะเชื้อจากเลือด ปัสสาวะ เสมหะ น้ำไขสันหลัง หนองจากฝีหรือแผล นอกจากนี้ยังมีการตรวจหาแอนติบอดีและการตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อในบางกรณี

 

การรักษาโรคเมลิออยโดซิส

การรักษาใช้เวลานานโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ

1. ระยะเข้มข้น ใช้เวลา 2 ถึง 8 สัปดาห์

เพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อ โดยการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ ยาหลักที่ใช้รักษา ได้แก่ Ceftazidime หรือ Meropenem ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจให้ยา Trimethoprim-sulfamethoxazole ร่วมด้วย

2. ระยะกำจัดเชื้อ ใช้เวลา 3 ถึง 6 เดือน

เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ โดยให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน ยาหลักได้แก่ Trimethoprim-sulfamethoxazole หรือใช้ยาทางเลือกอื่น เช่น Amoxicillin/clavulanic acid หรือ Doxycycline

ผู้ป่วยต้องได้รับยาครบตามกำหนด หากรักษาไม่ครบอาจทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 1-2 ปี

 

สามารถป้องกันโรคเมลิออยโดซิสได้อย่างไร ?

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค การป้องกันจึงเน้นที่การดูแลสุขอนามัยและการปรับพฤติกรรม

  1. สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น สวมรองเท้าบูทหรือถุงมือยาง เมื่อต้องลุยน้ำหรือสัมผัสดิน
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำหรือดินขณะมีแผล
  3. ดื่มน้ำสะอาด ที่ผ่านการต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน
  4. ดูแลความสะอาด อาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่ทันทีหลังเลิกงาน ล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัสดินหรือน้ำ
  5. หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงฤดูฝนเพื่อเลี่ยงการสูดดมละอองดิน
  6. ผู้มีความเสี่ยงสูง เช่น เบาหวาน ควรควบคุมโรคประจำตัวให้ดี

 

SHARE