ไวรัสฮันตา (Hantavirus) ภัยเงียบจากสัตว์ฟันแทะที่อันตรายถึงชีวิต
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถก่อให้เกิดโรคติดเชื้อรุนแรงในคน โดยเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีหนูและสัตว์ฟันแทะเป็นพาหะหลัก เมื่อแพร่สู่คนจะก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจ ระบบเลือด และระบบการทำงานของไต ที่อาจอันตรายถึงชีวิต
ขณะนี้องค์การอนามัยโลกกำลังจับตาการระบาดของไวรัสฮันตาที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้โดยสารบนเรือสำราญที่เดินทางระหว่างอาร์เจนตินาและแอนตาร์กติกา โดยพบผู้โดยสารเสียชีวิตแล้ว 3 ราย โดยสิ่งที่น่ากังวลคือสายพันธุ์ Andes ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบน้อยแต่มีรายงานว่าสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้
ไวรัสฮันตาติดต่ออย่างไร ?
แหล่งเชื้อตามธรรมชาติของไวรัสฮันตาอยู่ในหนูและสัตว์ฟันแทะ โดยหนูที่ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการป่วย แต่สามารถขับเชื้อออกมาทางปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย ได้นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เชื้อสามารถติดต่อสู่มนุษย์โดยทาง
- การสูดดมละอองฝอยหรือละอองน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายหนู พบได้บ่อยที่สุด
- การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งขับถ่ายจากหนู
- การสัมผัสเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือเยื่อบุตา
- การถูกหนูที่มีเชื้อกัดหรือข่วน
อาการของการติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นอย่างไร ?
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจ เชื้อจะเข้าไปยังหลอดลมฝอยส่วนปลายของปอด จากนั้นจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและระบบน้ำเหลือง ทำให้เกิดการอักเสบและการรั่วของหลอดเลือดทั่วร่างกาย เกิดสารน้ำคั่งในปอดและเกิดความเสียหายที่ไต โดยเชื้อมีระยะฟักตัวประมาณ 1-8 สัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงอาการ ซึ่งอาการของโรคแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับชนิดของสายพันธุ์ไวรัส ดังนี้
1. กลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Pulmonary Syndrome)
พบบ่อยในทวีปอเมริกา อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 38-40%
- ระยะแรก: มีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อโดยเฉพาะหลังและต้นขา ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหล้
- ระยะวิกฤต: หลังผ่านไป 4-10 วัน จะมีอาการไอและหายใจลำบากรุนแรง แน่นหน้าอก เนื่องจากมีน้ำท่วมปอด ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไปจนถึงภาวะช็อก
2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome)
พบบ่อยในทวีปเอเชียรวมถึงไทยและทวีปยุโรป อัตราการเสียชีวิตประมาณ 1-15%
- ระยะแรก: มีอาการไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดหลัง คลื่นไส้อาเจียน มีจุดเลือดออกตามตัว หน้าแดงตาแดง
- ระยะวิกฤต: มีเลือดออกผิดปกติ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ไตวายเฉียบพลัน ปัสสาวะไม่ออก บวมน้ำ อาจมีภาวะช็อกจากการเสียเลือด
การวินิจฉัยไวรัสฮันตาทำอย่างไร ?
การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสหรือการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธี RT-PCR
การรักษาไวรัสฮันตา
ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ
- การให้ออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจล้มเหลว ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากอาจต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม
- การรักษาภาวะช็อกด้วยการให้สารน้ำและยากระตุ้นความดันโลหิต
- การรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย หากมีภาวะไตวายอาจต้องทำการฟอกเลือดชั่วคราว
- การรักษาภาวะเลือดออกผิดปกติ
ป้องกันไวรัสฮันตาได้อย่างไร ?
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการควบคุมหนูหรือสัตว์ฟันแทะ
- กำจัดที่อยู่อาศัยของหนู ดูแลบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีที่รก ปิดช่องว่างป้องกันหนูเข้ามาในบ้าน
- หากพบมูลหนูให้สเปรย์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำผสมน้ำยาซักผ้าขาวให้เปียกก่อนทำความสะอาด เพื่อลดการฟุ้งกระจาย
- เก็บอาหารให้มิดชิด ทิ้งเศษอาหารใส่ถังหรือภาชนะที่มีฝาปิดสนิท
- ใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือเมื่อทำความสะอาดบริเวณที่อาจมีหนู
- นอนบนเตียงที่ยกสูง หลีกเลี่ยงการนอนบนพื้น
สรุปสถานการณ์ไวรัสฮันตาในประเทศไทยและการเฝ้าระวัง
ในประเทศไทยมีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสฮันตาในหนูตามท้องนาและหนูในบ้าน แต่อุบัติการณ์การเกิดโรคในคนยังพบได้น้อยมาก โดยส่วนใหญ่ไวรัสฮันตาไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นสายพันธุ์ Andes ในอเมริกาใต้ที่พบน้อยมาก







