อาการหน้ามืด เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความดันต่ำ โรคหัวใจ หรือขาดน้ำ ควรรู้สาเหตุและสัญญาณเตือนเพื่อรับมือได้อย่างปลอดภัย
อาการหน้ามืด รู้สึกเหมือนจะวูบ เป็นอาการที่หลาย ๆ คนเคยมีประสบการณ์ หรือบางคนอาจเป็นบ่อยจนรู้สึกกังวลว่าสาเหตุเกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่
เราจึงควรรู้ถึงสาเหตุต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด เพื่อที่จะได้ทำการสังเกต เฝ้าระวัง และสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องเมื่อมีอาการดังกล่าว
กลไกการเกิดภาวะหน้ามืดเป็นอย่างไร ?
ภาวะหน้ามืด หรือ อาการวูบ (Dizziness/Lightheadedness/Presyncope) มีสาเหตุมาจากการที่สมองได้รับออกซิเจนหรือพลังงานไม่เพียงพอชั่วคราวหรือเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย โดยกลไกหลักเกิดจากความดันโลหิตที่ลดลงอย่างรวดเร็วหรือมีการลดลงของปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจ ส่งผลให้แรงดันที่จะส่งเลือดแดงซึ่งนำออกซิเจนขึ้นไปเลี้ยงเซลล์สมองลดน้อยลง สมองจึงตอบสนองด้วยการตัดการทำงานชั่วคราวเพื่อให้ร่างกายล้มตัวลงนอนในแนวราบซึ่งเป็นท่าที่เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ง่ายขึ้น
โรคหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหน้ามืดมีอะไรบ้าง ?
1. ภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension)
เกิดจากการที่ร่างกายปรับความดันไม่ทันขณะลุกขึ้นยืน หรือลุกจากเตียงเร็วเกินไป ทำให้เลือดไหลลงไปอยู่ที่ส่วนล่างของร่างกาย ส่งผลให้เลือดไหลกลับเข้าหัวใจน้อยลง และไปเลี้ยงสมองไม่ทัน มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่ขาดน้ำ หรือผลข้างเคียงจากยาลดความดันโลหิตบางชนิด อาการจะดีขึ้นเองเมื่อนอนพัก สามารถป้องกันได้โดยการลุกช้า ๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ
2. ภาวะวูบจากระบบประสาทอัตโนมัติ (Vasovagal Syncope)
เกิดจากการที่ระบบประสาทอัตโนมัติตอบสนองมากเกินไปต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ความกลัวสุดขีด อาการปวดรุนแรง หรือการอยู่ในที่แออัด ร่างกายจะสั่งการให้หัวใจเต้นช้าลง และหลอดเลือดขยายอย่างรวดเร็ว จนความดันโลหิตต่ำลงทันที ผู้ป่วยมักมีอาการนำ เช่น เหงื่อแตก ตัวเย็น คลื่นไส้ ตาพร่า มักหายได้เองเมื่อนอนราบ
3. โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุที่อันตรายที่สุดของอาการหน้ามืด สาเหตุที่พบได้บ่อยได้แก่
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติจนสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่มีประสิทธิภาพ เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงกะทันหัน ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก ก่อนจะหน้ามืด อาการอาจเกิดขึ้นเฉียบพลันโดยไม่มีสัญญาณเตือน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษา
- ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือลิ้นหัวใจตีบรุนแรง หัวใจสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายได้น้อยลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงสมองไม่เพียงพอ เมื่อออกแรงจึงเกิดอาการหน้ามืดง่าย มักมีอาการเหนื่อยง่าย ขาบวม ร่วมด้วย
4. ภาวะซีดหรือโลหิตจาง
เกิดจากร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินน้อยกว่าปกติ ทำให้ประสิทธิภาพในการขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมองลดลง ผู้ป่วยมักมีอาการหน้ามืดง่ายเมื่อออกแรงร่วมกับอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผิวซีด เล็บเปราะ มักพบในผู้ที่ขาดธาตุเหล็กหรือมีเลือดออกเรื้อรัง
5. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำส่งผลให้สมองขาดพลังงาน พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่ฉีดยาหรือทานยาเกินขนาด ผู้ที่อดอาหารนาน ผู้ที่ออกกำลังกายหนักโดยไม่รับประทานอาหาร หรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หนัก นอกจากหน้ามืดแล้วยังอาจมีอาการมือสั่น ใจสั่น เหงื่อออก หิวจัด สับสน อาการจะดีขึ้นเมื่อได้รับน้ำตาล หากไม่ได้รับน้ำตาลทันทีอาจรุนแรงถึงขั้นหมดสติ
6. การขาดน้ำและเกลือแร่
เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไป เช่น ท้องเสียรุนแรง อาเจียน เสียเหงื่อมาก อยู่ในสภาพอากาศร้อนจัดหรืออบอ้าว ปริมาณเลือดในหลอดเลือดจะลดลงทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ทำให้เกิดอาการหน้ามืดร่วมกับความรู้สึกปากแห้ง คอแห้ง ปัสสาวะน้อยและมีสีเข้ม อาการมักดีขึ้นได้เร็วเมื่อได้รับสารน้ำทดแทน
7. โรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack) หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกับหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงก้านสมองและสมองน้อย ผู้ป่วยมักมีอาการหน้ามืดร่วมกับอาการทางระบบประสาทอื่น เช่น ปากเบี้ยว ภาพซ้อน ตามัว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง
8. โรคลมชัก
โรคลมชักชนิด Absence seizure หรือ Complex partial seizure ทำให้คลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติแบบชั่วครู่ ผู้ป่วยไม่ถึงกับมีอาการชักเกร็ง แต่จะมีอาการเหม่อลอย หน้ามืด ไม่รู้สึกตัวชั่วครู่ กลไกไม่ได้เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง แต่เป็นความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมองโดยตรง
9. ต่อมหมวกไตทำงานน้อย (Adrenal Insufficiency)
ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล และอัลโดสเตอโรนไม่เพียงพอ ทำให้ความดันโลหิตต่ำเรื้อรัง เกลือแร่ในร่างกายเสียสมดุล และร่างกายตอบสนองต่อความเครียดได้ไม่ดี เกิดอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย คลื่นไส้ น้ำหนักลด พบในผู้ป่วยที่มีโรคของต่อมหมวกไต หรือผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์มานานแล้วหยุดกะทันหัน
จะเห็นว่าอาการหน้ามืดมีสาเหตุได้หลากหลาย ทั้งสาเหตุที่ไม่รุนแรงและสาเหตุที่อาจเป็นอันตรายรุนแรงถึงชีวิตหากไม่ได้รับการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม
ดังนั้นหากมีอาการหน้ามืดบ่อย ๆ หรือมีสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอื่น ๆ ร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมทันที







