ปวดท้องน้อยด้านซ้าย…อาจเป็นถุงผนังลำไส้อักเสบ !!!

3 พ.ย. 2568 | เขียนโดย โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา

โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ คือภาวะกระเปาะลำไส้ติดเชื้อ ทำให้ปวดท้องซ้ายล่าง มีไข้ หากละเลยอาจเกิดลำไส้ทะลุ ควรรีบตรวจรักษา



โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ (Diverticulitis) คือ ภาวะที่ถุงกระเปาะเล็กๆที่ผนังลำไส้ใหญ่เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องและหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมา

 

สาเหตุของโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ

 

สาเหตุที่แท้จริงของโรคถุงผนังลำไส้อักเสบยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับความดันในลำไส้ใหญ่สูงเป็นเวลานาน จนทำให้ผนังลำไส้โป่งออกเกิดเป็นกระเปาะขึ้นมา เมื่อมีเศษอุจจาระเข้าไปอุดจะเกิดการอักเสบติดเชื้อขึ้น โดยพบปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

 

  • การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและมีกากใยน้อย ทำให้อุจจาระแข็งและขับถ่ายลำบาก ต้องใช้แรงเบ่งมาก
  • อายุที่มากขึ้น ทำให้ผนังลำไส้เสื่อมสภาพ โดยพบได้บ่อยในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป
  • พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเกิดได้สูงขึ้น
  • ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
  • ยาบางชนิด เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาสเตียรอยด์

 

อาการของโรคถุงผนังลำไส้อักเสบเป็นอย่างไร ?

  • ปวดท้องด้านซ้ายล่าง เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด ลักษณะปวดตื้อๆตลอดเวลา กดแล้วเจ็บ
  • มีไข้ หนาวสั่น
  • ท้องอืด แน่นท้อง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • เบื่ออาหาร
  • ท้องเสียหรือท้องผูก
  • หากมีลำไส้ทะลุอาจมีอาการปวดท้องรุนแรงทั่วท้อง

 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ

 

หากการอักเสบมีความรุนแรงหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น

 

  • ฝีในช่องท้อง
  • ลำไส้ทะลุ ทำให้เยื่อบุช่องท้องอักเสบ
  • การอุดตันของลำไส้ใหญ่จากการอักเสบเรื้อรังจนเกิดพังผืด
  • เกิดช่องติดต่อผิดปกติระหว่างลำไส้กับอวัยวะอื่น เช่น ลำไส้ใหญ่กับกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่กับผิวหนัง
  • เลือดออกในทางเดินอาหาร
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด

 

โรคถุงผนังลำไส้อักเสบวินิจฉัยอย่างไร ?

  1. ประวัติและการตรวจร่างกาย จะตรวจพบการกดเจ็บที่ท้องด้านซ้ายล่าง
  2. การตรวจเลือด เพื่อตรวจหาการอักเสบติดเชื้อ
  3. การตรวเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง เป็นการตรวจมาตรฐานที่ใช้วินิจฉัยโรค สามารถเห็นการอักเสบของถุงและภาวะแทรกซ้อนได้
  4. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ไม่ควรทำในระยะเฉียบพลัน เพราะอาจทำให้ลำไส้ทะลุ มักทำหลังจากอาการดีขึ้นแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและแยกจากมะเร็งลำไส้

 

การรักษาโรคถุงผนังลำไส้อักเสบทำอย่างไร ?

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

 

1. อาการไม่รุนแรง
– การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดการติดเชื้อ การให้ยาบรรเทาอาการปวด
– การปรับเปลี่ยนอาหารเป็นอาหารเหลว อาหารอ่อน หรืองดอาหารทางปากชั่วคราว เพื่อให้ลำไส้ได้พักฟื้น

2. อาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน
– ต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
– การให้ยาปฏิชีวนะ สารน้ำ และอาหารทางหลอดเลือดดำ
– การผ่าตัดในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ลำไส้ทะลุ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ลำไส้อุดตัน ฝีในช่องท้อง หรือเป็นซ้ำบ่อยครั้งแม้ได้รับการรักษาด้วยยาแล้ว

 

การป้องกันโรคถุงผนังลำไส้อักเสบทำอย่างไร ?

  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี
  •  ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs หรือยาสเตียรอยด์
SHARE