ไข้หวัดใหญ่ ภัยร้ายทำลายสุขภาพ

2 ส.ค. 2568 | เขียนโดย โรงพยาบาลสินแพทย์ นครปฐม

ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่ทำให้มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ควรรู้วิธีป้องกันไว้ก่อน



ไข้หวัดใหญ่ ภัยร้ายทำลายสุขภาพ

 

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ อาจจะคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่อาการมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรงกว่า

ทำความรู้จักโรคไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza หรือที่ในทางการแพทย์เราจะเรียกสั้นๆ ว่า “ฟลู” นั้น คือ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ที่มีสาเหตุมาจาก “เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่” ทำให้ผู้ติดเชื้อ มีไข้สูง ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม มีน้ำมูก และปวดเมื่อยตามตัว อาการของโรคจะมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการที่รุนแรงและเสียชีวิตได้ โดยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B

 

กลุ่มที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อไข้หวัดใหญ่

  • เด็กที่อายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์ และผู้หญิงที่อยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังคลอด
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง เช่น เบาหวาน หัวใจ ปอด เส้นเลือดสมองตีบ โรคไตเรื้อรัง

 

สังเกตอาการ ให้รู้เท่าทันไข้หวัดใหญ่

  • มีไข้สูงมากกว่าปกติ คือตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • มีอาการปวดศีรษะ หนาวสั่น อ่อนเพลีย
  • มีน้ำมูกไหล คัดจมูก เจ็บคอ มีอาการไอ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตามร่างกาย แขน ขา ตามตัว
  • ไข้หวัดใหญ่ส่วนมากจะมีระยะเวลาอาการของโรค 5 วัน หากมีอาการนานกว่านั้นอาจเกิดจากการติดเชื้อของแบคทีเรียแทรกซ้อนที่พบได้ในบางราย

 

ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่

  • ภาวะหายใจลําบากเฉียบพลัน
  • โรคหอบหืดกำเริบ
  • หลอดลมอักเสบ
  • หูอักเสบ
  • โรคหัวใจ
  • โรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ ซึ่งอันตรายมากในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

 

ป้องกันอย่างไร ให้ห่างไกลโรคไข้หวัดใหญ่

  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดหรือใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องการการติดเชื้อ
  • ควรรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำทุกปี

 

อย่างไรก็ตาม ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้ หากมีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลเองที่บ้านและรักษาตามอาการ เช่น เมื่อมีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว และใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล หรือถ้ามีน้ำมูกให้ใช้ยาลดน้ำมูกและยาละลายเสมหะ ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อนและให้นอนพักผ่อน ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน อาจต้องใช้ยาต้านไวรัส โอลเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) ในการรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการหอบเหนื่อย สงสัยปอดอักเสบหรือมีอาการที่รุนแรงอื่น อาจมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาโดยการนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

ไข้หวัดใหญ่ สามารถติดต่อได้หลายทาง ดังนี้
– การแพร่กระจายผ่านละอองฝอย : เมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด จะปล่อยละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสออกมาในอากาศ หากผู้อื่นสูดหายใจเอาละอองฝอยเหล่านี้เข้าไป ก็จะติดเชื้อได้
– การสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง : สัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ สัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เช่น ลูกบิดประตู โทรศัพท์ หรือของเล่น แล้วนำมือมาสัมผัสปาก จมูก หรือตา หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น การจับมือ การกอด หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน ก็ล้วนแล้วเสี่ยงให้เกิดการติดต่อโรคไข้หวัดใหญ่ได้

ไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย?

ไข้หวัดใหญ่จะหายได้เองภายใน 5-7 วัน แต่บางรายอาจมีอาการไอและอ่อนเพลียหลงเหลืออยู่ได้นานถึง 2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแต่ละราย

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดเมื่อไหร่?

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดก่อนช่วงฤดูระบาดของโรค ซึ่งในประเทศไทยคือช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ ก่อนฤดูฝนและก่อนฤดูหนาว

SHARE