เตรียมพร้อมก่อนฉีดวัคซีนโควิด

30 เม.ย. 2564 | เขียนโดย โรงพยาบาลสินแพทย์

โรงพยาบาลสินแพทย์ ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลยังไม่มีบริการฉีดวัคซีน COVID-19 หากพร้อมให้บริการจะรีบแจ้งให้ท่านทราบโดยเร็วที่สุด



ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19 ควรมีความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ที่ถูกต้อง

วัคซีนโควิด-19 ได้รับการยืนยันว่า ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค Covid-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความรุนแรงของโรค และช่วยหยุดการแพร่ระบาดของโรคได้ แต่เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า วัคซีนไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% ดังนั้นแม้ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังมีโอกาสเป็นโรคโควิด-19 ได้อยู่ วัคซีนป้องกันโควิด-19 จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสนี้ขึ้นมา ช่วยป้องกันการติดเชื้อหากได้รับเชื้อในอนาคตไม่รวมถึงเชื้อกลายพันธุ์  และต้องใช้ช่วงเวลาระยะหนึ่งหลังฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ จึงควรต้องทำควบคู่ไปกับการป้องกันโรค เช่นเดิม คือ  สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างทางสังคม ล้างมือให้สะอาดและถูกวิธี และหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัด

 

วัคซีนโควิดที่เริ่มฉีดในประเทศไทยมีชนิดไหนบ้าง ?

วัคซีนป้องกันโรคโควิด19 ในปัจจุบัน มี 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่

1.วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม ได้แก่ เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้เทคโนโลยีใหม่สังเคราะห์สารพันธุกรรมเอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger RNA: mRNA) ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส วัคซีนจะทำหน้าที่พา mRNA เข้าเซลล์ และ กํากับให้เซลล์ผลิตสารโปรตีนสไปค์ของเชื้อไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อ  วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Pfizer และ Moderna  จากข้อมูลในปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณ 95% ป้องกันการป่วยรุนแรงและป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% วัคซีนของบริษัท Pfizer ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 3 สัปดาห์ ส่วน วัคซีนของบริษัท Moderna ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 4 สัปดาห์

 

2.วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine) วัคซีนกลุ่มนี้ใช้ไวรัสที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น ไวรัสอะดีโน (Adenovirus)โดยนำมาดัดแปลงพันธุกรรมให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้ และใส่สารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด19 ติดไปด้วย เมื่อนํามาฉีดไวรัสพาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้มภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้างแอนติบอดีย์ต่อไวรัสโรคโควิด19 ตามสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นวัคซีนที่ไวรัสอะดีโนไม่แบ่งตัว แต่ยังจัดเป็นไวรัสที่มีชีวิตเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงยังไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้ ปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้ที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 แบรนด์ ได้แก่ ไวรัสอะดีโนของชิมแพนซี (Chimpanzee adenovirus) โดยบริษัท Astra Zeneca มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 70-80% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%, ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 (Human adenovirus type 5) โดยบริษัท CanSinoBio มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60%, ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 26 (Human adenovirus type 26) โดยบริษัท Johnson and Johnson

มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 64-72% และ ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 และ 26 (Human adenovirus type 5 and26) โดยบริษัท Gamaleya ของรัสเซีย มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 90%

 

3.วัคซีนที่ทําจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein subunit vaccine) วัคซีนที่ผลิตโดยเทคโนโลยีนี้ ทั่วโลกมีความคุ้นเคยมานาน เพราะใช้ในการผลิตวัคซีนหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น ผลิตโดยการ สร้างโปรตีนของเชื้อไวรัส ด้วยระบบ cell culture, yeast, baculovirus เป็นต้น แล้วนํามาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนตีบอดีต่อต้านโปรตีนสไปค์ของไวรัสโรคโควิด19 วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบันคือ วัคซีนแบรนด์ Novavax ซึ่งผลิตจาก baculovirus และใช้ Matrix M เป็นตัวกระตุ้นภูมิ มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60-90% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

 

4.วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) วัคซีนกลุ่มนี้ผลิตโดยนําไวรัสโรคโควิด19 มาเลี้ยงขยายจํานวนมาก และนํามาทำให้เเชื้อตาย  การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทุกส่วน เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค เพราะเชื้อตายแล้ว  เทคโนโลยีนี้เป็นวิธีที่ใช้กับวัคซีนตับอักเสบเอ โปลิโอชนิดฉีด จึงมีความคุ้นเคยในประสิทธิภาพและความปลอดภัยมานาน แต่เนื่องจากการเพาะเลี้ยงไวรัสต้องใช้ความระมัดระวังมาก ทําให้ผลิตได้ช้าและ

มีราคาแพง วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Sinovac มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 50-70% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

 

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนโควิด 19

วัคซีนทุกชนิดมีข้อห้ามคือ แพ้สารที่เป็นส่วนประกอบของวัคซีนและเนื่องจากวัคซีนเหล่านี้เป็นวัคซีนใหม่จึงอาจไม่มีความรู้ในเรื่องปฏิกิริยาการแพ้ที่พบไม่บ่อย ในช่วงแรกจึงควรฉีดวัคซีนเหล่านี้ในสถานพยาบาลหรือสถานที่ ที่ให้การช่วยเหลือกรณีมีปฏิกิริยารุนแรง และควรเฝ้าระวังอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที

 

**หากมีอาการดังต่อไปนี้ หลังได้รับวัคซีน รีบไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทร 1669 เพื่อรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน

  • ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง
  • เหนื่อยแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือ หายใจไม่ออก
  • อาเจียน มากกว่า 5 ครั้ง
  • ผื่นขึ้นทั้งตัว ผิวหนังลอก
  • มีจุดจ้ำเลือดออกจํานวนมาก
  • ใบหน้าเบี้ยว หรือ ปากเบี้ยว
  • แขนขาอ่อนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ชัก หรือหมดสติ

 

หลังฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสเป็นโควิดหรือไม่ ?

เนื่องจากวัคซีนไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% ดังนั้นแม้ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังมีโอกาสเป็นโรคโควิดได้อยู่ แต่วัคซีนสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค อัตราการนอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน

 

ฉีดวัคซีนแล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง อันตรายหรือไม่ ?

ผลข้างเคียงที่พบจากวัคซีนส่วนใหญ่เป็นผลข้างเคียงเฉพาะที่ เช่น อาการปวดบริเวณที่ฉีด และผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น ไข้ต่ำๆ เมื่อยล้า ส่วนอาการแพ้แบบรุนแรง (Anaphylaxis ) มีรายงานบ้างแต่พบได้น้อยมาก

 

ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนโควิด-19

เนื่องจากขณะนี้ในประเทศไทยยังมีวัคซีนในจำนวนที่จำกัด กระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรค จึงกำหนดกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องได้รับวัคซีนตามลำดับ หรือเริ่มจากพื้นที่ที่มีการระบาดก่อน และเริ่มฉีดกับประชาชนทั่วไป ในกลุ่มแรกที่จะให้เริ่มลงทะเบียน วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 นี้ คือ

  • ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน หรือผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2504
  • ผู้ป่วย(อายุ 18ปี ถึงอายุ ต่ำกว่า 60 ปี) 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ดังต่อไปนี
    • โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นต้น
    • โรคหัวใจและหลอดเลือด
    • โรคไตเรื้อรังระยะ 5
    • โรคหลอดเลือดสมอง
    • โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วย เคมีบำบัด รังสีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด
    • โรคเบาหวาน
    • โรคอ้วน ที่มีน้ำหนัก >100 กิโลกรัม หรือ BMI > 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

 

เด็กควรฉีดวัคซีนโควิดหรือยัง ?

เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 ทั้งซิโนแวคและวัคซีนของแอสทราเซเนก้ายังไม่มีข้อมูลการศึกษาในคนอายุน้อยกว่า 18 ปี จึงยังไม่มีคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนในเด็กในขณะนี้

 

หญิงตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนโควิดได้หรือไม่ ?

เนื่องจากวัคซีนโควิดเป็นวัคซีนใหม่ ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่มากพอในหญิงตั้งครรภ์ จึงยังไม่แนะนำให้ฉีดในหญิงตั้งครรภ์ ยกเว้นแต่หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีโรคประจำตัว หรือเป็นบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ที่มีโอกาสสัมผัสโรค อาจพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียและปรึกษาแพทย์เป็นกรณีไป

 

หลังฉีดวัคซีนโควิดต้องตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหรือไม่ ?

หลังฉีดวัคซีนโควิดไม่มีความจำเป็นต้องตรวจภูมิคุ้มกัน ยกเว้นมีวัตถุประสงค์ในการตรวจเพื่อการเก็บข้อมูลศึกษาวิจัยเท่านั้น

***วัคซีนโควิด-19 ที่ให้บริการในปัจจุบันนี้ ยังเป็นชนิดฉีด 2 เข็ม ควรมารับวัคซีนครั้งที่ 2 ให้ครบถ้วนตามกำหนด เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการป้องกันโรค และยังไม่มีข้อมูลว่าควรฉีดกระตุ้นภูมิเมื่อใดหลังจากฉีดวัคซีนครบ 2 ครั้งแล้ว

 

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังฉีดวัคซีนโควิด-19

ผู้ที่รับวัคซีนอาจมีอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนหรือไม่มีก็ได้ อาการข้างเคียงที่อาจพบได้มีดังนี้

  • อาการที่พบได้บ่อยได้แก่ ปวด บวม แดง คัน หรือช้ำบริเวณที่ฉีดยา อ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สบายตัว ปวดศีรษะเล็กน้อย
  • อาการคล้ายมีไข้  คลื่นไส้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
  • อาการที่พบได้ไม่บ่อยหรือพบได้น้อยเช่น มีไข้ มีก้อนที่บริเวณที่ฉีดยา เวียนศีรษะ มึนงง ใจสั่น ปวดท้อง อาเจียน
  • ความอยากอาหารลดลง เหงื่อออกมากผิดปกติ ต่อมน้ำเหลืองโต อาการเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ เจ็บคอ
  • น้ำมูกไหล ไอ เป็นต้น

 

ข้อห้ามในการฉีดวัคซีน มีประวัติแพ้รุนแรงต่อส่วนประกอบของวัคซีน หรือผู้ที่ฉีดเข็มแรกแล้วมีอาการแพ้รุนแรง

เช่น หายใจติดขัด (Shortness of Breath) มีอาการบวมที่หน้า ลิ้น หรือในทางเดินหายใจ เป็นต้น

 

ข้อควรระวัง ฉีดวัคซีนโควิด-19

สิ่งที่ต้องแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน ได้แก่

  1. มีประวัติการแพ้ยา วัคซีน อาหาร สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ อย่างรุนแรงหรือจนเป็นอันตรายต่อชีวิต
  2. มีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียสในวันที่นัดฉีดวัคซีน
  3. มีรอยช้ำ หรือจ้ำเลือด หรือเลือดออกผิดปกติ หรือใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดอยู่ เช่น ยาวาร์ฟาริน
  4. ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือใช้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่ เช่น สเตียรอยด์ขนาดสูง ยารักษาโรคมะเร็ง หรือยากดภูมิคุ้มกัน
  5. อาการข้างเคียงทุกชนิดจากการฉีดวัคซีนชนิดนี้ในเข็มแรก
  6. ตั้งครรภ์ หรือมีแผนจะตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร

***อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น มีไข้เล็กน้อย แพทย์อาจให้ฉีดวัคซีนได้โดยไม่จำเป็นต้องเลื่อนการฉีด กรณีเจ็บป่วยรุนแรงแพทย์อาจเลื่อนการฉีดออกไปก่อน โดยพิจารณาจากอาการของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

 

การปฏิบัติตัวหลังได้รับวัคซีน ผู้ฉีดวัคซีนจะต้องอยู่เฝ้าสังเกตอาการที่สถานพยาบาลหลังฉีดวัคซีนอย่างน้อย 30 นาที

โดยระหว่างนั้นและหลังจากนั้นให้สังเกตอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นตามข้างต้น และให้แจ้งอาการข้างเคียงทุกอย่างที่เกิดขึ้นแก่แพทย์ พยาบาล เภสัชกรด้วย เนื่องจากวัคซีนนี้เป็นวัคซีนชนิดใหม่อาจจะมีบางอาการที่ยังไม่พบตามข้างต้น หากมีอาการเล็กน้อย เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำ ๆ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ หากมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ให้มาพบแพทย์โดยทันที และให้เก็บบันทึกการฉีดวัคซีนไว้เป็นหลักฐานด้วย

 

 

พบแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์โรคติดเชื้อ ที่ โรงพยาบาลสินแพทย์ สาขาใกล้บ้านคุณ
(คลิก link เพื่อนัดพับแพทย์เฉพาะทาง)

โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา
โรงพยาบาลสินแพทย์ ลำลูกกา
โรงพยาบาลสินแพทย์ เสรีรักษ์
โรงพยาบาลสินแพทย์ เทพารักษ์
โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์
โรงพยาบาลสินแพทย์ กาญจนบุรี
โรงพยาบาลเด็กสินแพทย์

 3,467 total views,  3 views today

SHARE
บทความที่เกี่ยวข้อง