โซเดียมไนไตรต์ (Sodium Nitrite): พิษ อาการ และการรักษา
บทนำและลักษณะทั่วไป
โซเดียมไนไตรต์ (Sodium Nitrite) เป็นสารเคมีลักษณะเป็นผลึกสีขาวถึงเหลืองอ่อน ละลายน้ำได้ดี มีรสเค็มคล้ายเกลือแกง สารนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหาร โดยใช้เป็นสารกันบูดและสารเร่งสีแดงในเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แหนม รวมถึงใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสีย้อม วัตถุระเบิด สารป้องกันการกัดกร่อน และยา
กลไกการเกิดพิษจากโซเดียมไนไตรต์
ภาวะพิษจากโซเดียมไนไตรต์เกิดผ่านกลไกหลัก 2 ทาง ได้แก่
1. ภาวะเมทฮีโมโกลบินในเลือด (Methemoglobinemia)
เป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การเสียชีวิต
โดยปกติ เม็ดเลือดแดงจะมีฮีโมโกลบินที่มีธาตุเหล็กในรูปเฟอร์รัส (Fe²⁺) ซึ่งสามารถจับและส่งออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไนไตรต์ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่แรงจะเข้าไปเปลี่ยนสภาพเหล็กในฮีโมโกลบินให้เปลี่ยนรูปเป็นเฟอร์ริก (Fe³⁺) เกิดเป็นสารที่เรียกว่าเมทฮีโมโกลบิน(MetHb) ซึ่งไม่สามารถจับและขนส่งออกซิเจนได้
ผลที่ตามมาคือ:
- ยังทำให้ฮีโมโกลบินปกติส่วนที่เหลือปล่อยออกซิเจนให้เนื้อเยื่อได้ยากขึ้น
- ส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ทั้งๆที่ออกซิเจนในปอดอาจปกติ
2. การขยายตัวของหลอดเลือด (Vasodilation)
ไนไตรต์จะถูกเปลี่ยนเป็น ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ในกระแสเลือด ซึ่งมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดอย่างรุนแรง ส่งผลให้:
- หลอดเลือดขยายตัวทั่วร่างกาย
- ความดันโลหิตต่ำ
- ช็อก
- เลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจไม่เพียงพอ
อาการของพิษจากโซเดียมไนไตรต์
อาการจะรุนแรงขึ้นตามระดับ MetHb ในเลือด (ระดับปกติในคนทั่วไปอยู่ที่ < 1-3 %) โดยอาการมักเกิดขึ้นเร็วภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังได้รับสารพิษ
| ระดับ MetHb | อาการและสัญญาณ |
|---|---|
| 5-10% | มักไม่มีอาการหรืออาจมีเล็กน้อย |
| 10-20% | ผิวหนังและริมฝีปากเริ่มมีสีเขียวคล้ำหรือสีน้ำเงินเทา โดยเฉพาะปลายมือปลายเท้า |
| 20-30% | ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เหนื่อย อ่อนเพลีย ใจสั่น |
| 30-50% | หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ ใจเต้นเร็ว อ่อนแรง ทรงตัวลำบาก |
| 50-70% | ซึม สับสน หมดสติ ชัก เลือดเป็นกรด หายใจหอบรุนแรง ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ |
| > 70% | สมองตายจากการขาดออกซิเจน ระบบหมุนเวียนโลหิตล้มเหลว มีโอกาสเสียชีวิตทันที |
- ปริมาณ 0.2 – 0.5 กรัม: สามารถทำให้เกิดอาการเขียวคล้ำและเหนื่อยหอบได้
- ปริมาณ 1 – 2 กรัม (ประมาณ 1/3 ของช้อนชา): สามารถทำให้เสียชีวิตได้ทันทีหากไม่ได้รับการรักษา
วินิจฉัยพิษจากโซเดียมไนไตรต์
สัญญาณสำคัญสำหรับการวินิจฉัย
สัญญาณที่แพทย์ใช้วินิจฉัยภาวะนี้ ได้แก่:
- มีอาการตัวเขียวร่วมกับออกซิเจนในเลือดแดงปกติหรือสูง
- แต่เครื่องวัดปลายนิ้วอ่านค่าออกซิเจนได้ต่ำ
- เลือดผู้ป่วยมีสีน้ำตาลช็อคโกแลต
- อาการไม่ดีขึ้นแม้ได้รับออกซิเจน 100%
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- Co-oximetry: เป็นวิธีมาตรฐานในการวัดระดับ MetHb ในเลือด
- การตรวจเลือด: พบภาวะเลือดเป็นกรดและระดับแลคเตทสูง ตรวจ Arterial blood gas พบ PaO2 ปกติ
- การตรวจระดับไนไตรต์และไนเตรตในเลือด: สามารถใช้ยืนยันการได้รับพิษ
การรักษาพิษจากโซเดียมไนไตรต์
การดูแลผู้ป่วยขั้นต้น
- การให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงหรือการใส่ท่อช่วยหายใจ
- การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
- การให้ยากระตุ้นความดันโลหิตหากจำเป็น
- การให้ถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) หากผู้ป่วยมาภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังได้รับสารพิษ
การให้ยาแก้พิษจำเพาะ
เมทิลีนบลู (Methylene Blue) – ยาหลัก
เมทิลีนบลูเป็นยาแก้พิษหลักในการรักษา ซึ่งออกฤทธิ์ดังนี้:
- ช่วยเปลี่ยนธาตุเหล็กจากรูป Fe³⁺ กลับไปเป็น Fe²⁺
- ทำให้เม็ดเลือดแดงกลับมาทำงานได้ตามปกติ
- ยับยั้งการทำงานของไนตริกออกไซด์
- ช่วยเพิ่มความดันโลหิต
- อาการเขียวคล้ำมักค่อยๆดีขึ้นอย่างชัดเจน
การรักษาทางเลือก
หากไม่สามารถใช้เมทิลีนบลูได้ อาจต้องใช้:
- สารต้านอนุมูลอิสระอื่น เช่น วิตามินซีขนาดสูง
- การเปลี่ยนถ่ายเลือดในรายที่รุนแรงมาก
การป้องกันและเฝ้าระวัง
แหล่งของการปนเปื้อน
- ในอาหาร: มักเกิดจากการใช้สารกันบูดปริมาณสูงเกินไปในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
- การเก็บสารเคมี: อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเกลือแกงหรือผงชูรส แล้วนำมาปรุงอาหาร จึงควรเก็บให้ห่างจากห้องครัวและติดป้ายเตือนให้ชัดเจน
- แหล่งน้ำดื่มธรรมชาติ: ในบางพื้นที่ที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีไนเตรตสูง อาจมีการปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ
มาตรการป้องกัน
- ตรวจสอบระดับของโซเดียมไนไตรต์ในอาหารแปรรูปให้อยู่ในมาตรฐานกำหนด
- เก็บรักษาสารเคมีในที่ปลอดภัยพร้อมป้ายเตือนที่ชัดเจน
- เฝ้าระวังการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดื่มในพื้นที่ที่เสี่ยง
- การศึกษาความรู้ให้กับประชาชนเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ผิดประเภทของสารเคมี







