อาการเท้าชา สัญญาณเตือนของร่างกาย อาจเกิดจากปลายประสาทอักเสบ เบาหวาน หลอดเลือดตีบตัน ควรรีบตรวจหาสาเหตุเพื่อรักษา
อาการเท้าชาเป็นอาการที่พบได้บ่อย และอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ
ตั้งแต่สาเหตุที่ไม่รุนแรง และหายได้เอง เช่น นั่งทับขา ไปจนถึงสาเหตุที่เกิดจากโรคร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน การทำความเข้าใจสาเหตุและลักษณะอาการของแต่ละโรคจะช่วยให้สามารถประเมินและเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยอาจแบ่งสาเหตุของอาการเท้าชาได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1. ความผิดปกติของเส้นประสาท (Peripheral neuropathy)
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด มักเกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขา สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่
- โรคเบาหวาน (Diabetic neuropathy) : อาการชาเหมือนใส่ถุงเท้า เริ่มที่ปลายเท้าก่อนแล้วลามขึ้นบน ปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเจ็บแปล๊บๆ มีแผลเรื้อรังที่เท้า
- การขาดวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี1 บี6 บี12 และโฟเลต : มีอาการชาปลายมือปลายเท้า อ่อนเพลีย โลหิตจาง
- การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง (Alcoholic neuropathy) : ชาปลายมือปลายเท้า ปวดแสบปวดร้อน กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- การได้รับสารพิษหรือยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัด ยากันชัก : มีอาการชา ปวด และอาการอื่นๆเกี่ยวกับระบบประสาท
- ภาวะติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคงูสวัด ซิฟิลิส : มีอาการชาหรือปวดร้าวตามเส้นประสาทที่อักเสบ
- โรคไตเรื้อรัง (Uremic neuropathy) : มีอาการชาโดยเฉพาะที่เท้า คันตามตัว บวม
- ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism) : มีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น ผิวแห้ง
- เส้นประสาทถูกกดทับ (Nerve entrapment) เช่น เส้นประสาทถูกกดที่ข้อเท้า (Tarsal tunnel syndrome) เส้นประสาทที่หัวเข่าด้านนอกถูกกดทับ (Peroneal nerve compression) การกดทับจากท่าทาง เช่น นั่งขัดสมาธิหรือนั่งทับขานานๆ จะชาเฉพาะบริเวณที่เส้นประสาทนั้นเลี้ยง ถ้าเกิดจากการกดทับจากท่าทาง จะมีอาการชาแค่ชั่วคราวพอเปลี่ยนท่าจะดีขึ้น
2. ความผิดปกติของหลอดเลือด (Vascular causes)
เกิดจากหลอดเลือดแดงหรือดำที่ไปเลี้ยงขาตีบหรือตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและเส้นประสาทไม่เพียงพอ
- โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน (Peripheral arterial disease) : มีอาการเท้าเย็น ซีด ปวดหรือชาเวลาเดินไกล (Intermittent claudication) อาการดีขึ้นเมื่อพัก มีแผลที่เท้าหายยาก
- โรคหลอดเลือดดำอุดตัน (Deep vein thrombosis) : มีอาการเท้าบวม ปวด และรู้สึกชาได้ แต่อาการจะเด่นเรื่องบวมและปวดมากกว่า
3. ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง (Central causes)
- หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม หรือกดทับเส้นประสาท (Lumbar spondylosis/Lumbar disc herniation) : อาการชาหรือปวดร้าวจากเอวลงไปที่ขาจนถึงเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง มักเป็นข้างเดียว
- โรคหลอดเลือดสมอง : อาการชาที่เท้าหรือขาข้างเดียว ร่วมกับอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว
- โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple sclerosis) : อาการชามักเป็นฉับพลันเฉพาะที่ เช่น ชาครึ่งซีกหรือชาจากเอวลงมา มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตามัว อ่อนแรง การทรงตัวผิดปกติ
สัญญาณอันตรายที่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
หากมีอาการเท้าชาร่วมกับอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว
- ชาร่วมกับอ่อนแรง ยกเท้าไม่ขึ้น กล้ามเนื้อขาไม่มีแรง บ่งชี้ถึงเส้นประสาทหรือไขสันหลังถูกกดทับหรือโรคหลอดเลือดสมอง
- ชาฉับพลันรุนแรงและเกิดเฉพาะข้างเดียว โดยเฉพาะถ้ามีอาการร่วม เช่น ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง
- เท้าเย็น ซีด หรือเปลี่ยนสีผิดปกติ เสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดแดงอุดตัน
- ชาพร้อมกับปวดรุนแรง บวม แดง เสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำ
- ชามากขึ้นเรื่อยๆลามขึ้นไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
- มีแผลที่เท้าแต่ไม่รู้สึกเจ็บ
อาการเท้าชาเป็นสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น การสังเกตลักษณะอาการ ตำแหน่งที่ชา และปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการ จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยสาเหตุ และวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง หากมีอาการชาเรื้อรัง เป็นมากขึ้น หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม







