มะเร็งถุงน้ำดี โรคที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่มีสาเหตุสำคัญจากนิ่ว ควรรู้สัญญาณเตือนเพื่อรีบตรวจรักษาก่อนลุกลาม
โรคมะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) เป็นมะเร็งที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์บริเวณถุงน้ำดี
ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กักเก็บและขับน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน แม้ว่าเป็นมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงสูง เนื่องจากผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว
ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งถุงน้ำดีมีอะไรบ้าง ?
สาเหตุของโรคมะเร็งถุงน้ำดียังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค ดังนี้
- นิ่วในถุงน้ำดี เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด พบผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 75-90% มีนิ่วร่วมด้วย
- ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง การอักเสบเรื้อรังทำให้เซลล์เยื่อบุถุงน้ำดีเกิดการเปลี่ยนแปลง จนอาจเกิดเป็นมะเร็งในที่สุด
- ติ่งเนื้อในถุงน้ำดี โดยเฉพาะติ่งเนื้อที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร
- ความผิดปกติของท่อน้ำดี เช่น ท่อน้ำดีโป่งพองแต่กำเนิด
- การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ
- ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า
- ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป)
- มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งถุงน้ำดี
อาการของโรคมะเร็งถุงน้ำดีเป็นอย่างไร ?
ในระยะเริ่มต้นผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยอาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง อาการมักแสดงเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว ดังนี้
- ปวดท้อง มักปวดบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่ อาการปวดเรื้อรัง
- คลำพบก้อนในท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา
- ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง คันตามผิวหนัง จากการอุดกั้นทางเดินน้ำดี
- น้ำหนักลด
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- มีไข้ต่ำ ๆ
การวินิจฉัยโรคมะเร็งถุงน้ำดีทำอย่างไร ?
- การตรวจเลือด ดูค่าการทำงานของตับและสารบ่งชี้มะเร็ง เช่น CEA และ CA 19-9
- การตรวจทางรังสีวิทยา
- การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง เป็นการตรวจแรกที่สามารถพบก้อนผิดปกติ
- การตรวจ CT Scan หรือ MRI/MRCP เพื่อประเมินขนาดของก้อน ขอบเขตการลุกลาม และการแพร่กระจาย
- การตรวจ PET Scan เพื่อดูการแพร่กระจายของมะเร็ง
- การส่องกล้องตรวจท่อน้ำดี (ERCP) เพื่อดูตำแหน่งอุดตันและตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
โรคมะเร็งถุงน้ำดีรักษาอย่างไร ?
การรักษามะเร็งถุงน้ำดีขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสุขภาพของผู้ป่วย โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้
- การผ่าตัด เป็นวิธีเดียวที่สามารถรักษาหายขาดหากมะเร็งอยู่ในระยะที่ยังไม่แพร่กระจาย โดยหากพบในระยะเริ่มต้นอาจตัดแค่ถุงน้ำดีออก แต่หากมะเร็งมีการลุกลามอาจต้องตัดเนื้อตับบางส่วนและเลาะต่อมน้ำเหลืองออก
- การรักษาเสริม
- เคมีบำบัด ใช้ในกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้หรือใช้หลังผ่าตัดเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
- รังสีรักษา มักใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในกรณีที่ผ่าตัดก้อนออกได้ไม่หมด
- การรักษาประคับประคอง ในผู้ป่วยระยะลุกลามที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เช่น การใส่ท่อระบายน้ำดีเพื่อลดอาการตัวเหลือง การรักษาตามอาการ
การพยากรณ์โรคมะเร็งถุงน้ำดี
หากตรวจเจอมะเร็งตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น อัตราการรอดชีวิต 5 ปี อาจสูงถึง 50-80% แต่หากตรวจเจอในระยะแพร่กระจาย อัตราการรอดชีวิตจะต่ำลงมาก (<5%) เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักลุกลามเข้าสู่ตับได้ง่าย
ป้องกันโรคมะเร็งถุงน้ำดีได้อย่างไร ?
- รักษานิ่วในถุงน้ำดี ผู้ที่มีนิ่วและมีอาการควรได้รับการผ่าตัดถุงน้ำดี ในรายที่ไม่มีอาการแต่มีความเสี่ยงสูง เช่น นิ่วมีขนาดใหญ่ > 3 เซนติเมตร ควรพิจารณาผ่าตัดและส่งชิ้นเนื้อถุงน้ำดีตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มต้น
- ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เพื่อลดโอกาสการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
- ตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ หากอัลตราซาวด์พบนิ่วหรือติ่งเนื้อควรติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง







