การส่องกล้องติดอัลตราซาวด์ หรือ EUS (Endoscopic ultrasound)
การส่องกล้องติดอัลตราซาวด์ คือ การส่องกล้องผ่านเข้าทางปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงบริเวณส่วนปลายของกล้อง ช่วยให้แพทย์มองเห็นรอยโรคที่อยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผนังกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก รวมถึงอวัยวะข้างเคียงในช่องท้อง เช่น ก้อนเนื้องอกในตับ ก้อนเนื้องอกในตับอ่อน เนื้องอกถุงน้ำในตับอ่อน ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องโตผิดปกติ นิ่วในท่อน้ำดี นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น เมื่อแพทย์ตรวจพบสิ่งผิดปกติในช่องท้องผ่านการส่องกล้องติดอัลตราซาวด์ แพทย์จะใช้เข็มเจาะตรวจชิ้นเนื้อ หรือเจาะถุงน้ำในอวัยวะที่ผิดปกติได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้วินิจฉัยที่ชัดเจน และนำไปตรวจเพิ่มเติมต่อไป
ข้อบ่งชี้ในการตรวจ ได้แก่
- 1 ผู้ป่วยที่ตรวจพบก้อนใต้เยื่อบุหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น จากการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน
- 2 ผู้ป่วยที่ตรวจพบก้อนใต้เยื่อบุลำไส้ใหญ่ส่วนปลายจากการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง
- 3 ผู้ป่วยที่ตรวจพบก้อนในตับ ส่วนที่ติดกับผนังกระเพาะอาหาร
- 4 ผู้ป่วยที่ตรวจพบก้อนในตับอ่อน หรือถุงน้ำในตับอ่อน
- 5 ผู้ป่วยที่มีภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อัง
- 6 ผู้ป่วยที่ตรวจพบต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องส่วนบนโตผิดปกติ
- 7 ผู้ป่วยที่สงสัยนิ่วในท่อน้ำดี หรือนิ่วในถุงน้ำดี
การเตรียมตัวการส่องกล้องติดอัลตราซาวด์
- 1 งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดี และตับอ่อน
- 2 ต้องแจ้งแพทย์เรื่องประวัติการแพ้ยา
- 3 กรณีผู้ป่วยที่มียาที่ใช้โรคประจำตัวเฉพาะ เช่น กลุ่มยาละลายลิ่มเลือด ต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ผู้สั่งยา เพื่อพิจารณาหยุดยาก่อนทำการรักษา
- 4 ในกรณีที่ผู้ป่วยสวมฟันปลอม ให้นำออกก่อนการส่องกล้อง
- 5 ควรมีญาติสายตรงมาด้วยทุกครั้งในระหว่างการทำหัตถการ เพื่อรับทราบคำแนะนำ และผลการตรวจ
การปฏิบัติตัวหลังการส่องกล้องติดอัลตราซาวด์
- 1 ผู้ป่วยทุกรายจำเป็นต้องเข้าพักในโรงพยาบาลต่อหลังจากทำหัตถการอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหรือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อสังเกตอาการผิดปกติ
- 2 ถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน มีไข้สูง ถ่ายดำหรือถ่ายมีเลือดปน ให้รีบกลับมาพบแพทย์
- 3 ควรมาพบแพทย์ตามนัด หลังทำหัตถการ







