ความรุนแรงของ โรคหลอดเลือดสมอง แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมอง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของร่างกายและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการและปัจจัยเสี่ยงของ โรคจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถป้องกันและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากทุกนาทีมีค่าในการช่วยลดความเสียหายและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วย โรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการทั่วโลก แต่หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke
โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร?
สำหรับโรคหลอดเลือดสมอง หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า Stroke เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นเมื่อการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองถูกขัดขวาง ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและสารอาหาร นำไปสู่ความเสียหายของสมองในที่สุด ในภาษาไทย เรามักเรียกโรคนี้รวม ๆ ว่า อัมพาต หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและไม่สามารถขยับร่างกายได้เลย อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่รุนแรงมากนัก และผู้ป่วยยังพอสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้บางส่วน เราจะเรียกภาวะนี้ว่า โรคอัมพฤกษ์
โรคหลอดเลือดสมอง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.โรคหลอดเลือดในสมองแตก
เกิดจากหลอดเลือดในสมองฉีกขาด ทำให้เลือดคั่งและไปกดทับเนื้อสมอง มักมีอาการรุนแรงเฉียบพลันและเป็นอันตรายสูง
2.โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
เกิดจากการที่หลอดเลือดตีบแคบหรือมีลิ่มเลือดไปอุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ จัดเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด
.
อาการ
1.แขนขาชา อ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่งทันที
2.พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือฟังไม่เข้าใจทันทีทันใด
3.เดินเซ เวียนศีรษะทันทีทันใด
4.ตามองเห็นภาพซ้อน หรือมืดมัวข้างใดข้างหนึ่งทันทีทันใด
เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์
หากคุณสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการของ โรคหลอดเลือดสมอง สามารถสังเกตอาการเหล่านี้ตามหลัก BE FAST ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้จำได้ง่ายและรวดเร็ว
– B (Balance): เสียการทรงตัว กะทันหัน หรือเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
– E (Eyes): ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด เห็นภาพซ้อน หรือตาบอดกะทันหันในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
– F (Face): ใบหน้าเบี้ยว หรือปากเบี้ยวเฉียบพลัน อาจเห็นได้ชัดเมื่อยิ้มแล้วมุมปากตกข้างเดียว
– A (Arms): แขนขาอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีกอย่างกะทันหัน ไม่สามารถยกแขนค้างไว้ได้ หรือกำมือไม่มีแรง
– S (Speech): พูดลำบาก พูดไม่ชัด พูดติดขัด นึกคำพูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่คนอื่นพูด
– T (Time): เวลา คือสิ่งสำคัญที่สุด หากพบอาการเหล่านี้ ให้ รีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ภายใน 4.5 ชั่วโมงแรกหลังจากเกิดอาการ
หากมีอาการใด ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าอาการจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด ก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด
ปัจจัยเสี่ยง
1.ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้
– ความดันโลหิตสูง
– โรคเบาหวาน
– โรคหัวใจ
– ภาวะไขมันในเลือดสูง
– ความอ้วน
– การสูบบุหรี่
2.ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้
– อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
– เชื้อชาติ
.
การรักษา ทำได้ดังนี้..
1.การรักษาทางยา
ถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ภายใน 1-2 ชั่วโมง หลังมีอาการ แพทย์จะพิจารณาให้ฉีดยาละลายลิ่มเลือด หลังจากนั้นแพทย์จะพิจารณาให้รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านลิ่มเลือด รวมทั้งรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง
2.การรักษาทางการผ่าตัด
การรักษาโดยการผ่าตัด เมื่อผ่าตัดนั้นจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วย และมีตำแหน่งที่สามารถผ่าตัดได้โดยอันตรายที่เกิดขึ้นมีโอกาสน้อยกว่าประโยชน์ หรือความสำเร็จที่จะได้รับ
3.การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู
การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู หรือ การฟื้นฟูสมรรถภาพมีวัตถุประสงค์ เพื่อลดความพิการ ป้องกันภาวการณ์แทรกซ้อน ทำให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองได้ ตามศักยภาพของผู้ป่วย ประกอบด้วยการทำกายภาพบำบัด เพื่อฝึกให้ผู้ป่วยทรงตัว ยืน นั่ง หรือเดินได้ การทำกิจกรรมบำบัด เพื่อให้แขนหรือมือใช้งานได้มากขึ้น ประกอบกิจวัตรประจำวันได้ เช่น ใส่เสื้อผ้า ล้างหน้า แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ เป็นต้น
หรือเพื่อฝึกกลืน ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้ การแก้ไขการพูดเพื่อฝึกออกเสียง หรือเพื่อให้ผู้ป่วยพูดคล่องขึ้น
นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อให้เหมาะสมกับความพิการ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้ตามศักยภาพของผู้ป่วย เข้าสู่สังคมได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
.
การวินิจฉัย
ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า บางรายอาจต้องมีการตรวจหัวใจ Echocardiogram และอัลตราซาวด์หลอดเลือดใหญ่ที่คอ เพื่อประเมินความรุนแรงและพยากรณ์โรค
.
การป้องกัน
1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม อย่าให้อ้วน
2.งดสูบบุหรี่
3.ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ถ้าพบปัจจัยเสี่ยง ต้องรักษาและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
4.กรณีผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว ต้องรักษาและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด
5.ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองแล้ว จะมีโอกาสเป็นซ้ำได้สูงกว่าคนปกติ นอกจากปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้ว ในกรณีที่เป็นชนิดตีบหรืออุดตัน แพทย์จะรักษาโดยให้รับประทานยา เพ่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ
.
การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
หลักจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาในระยะแรกแล้ว จำเป็นต้องรับประทานยาป้องกันลิ่มเลือดเกาะตัว ร่วมกับการควบคุมรักษาปัจจัยเสี่ยง เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
.
พบแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์สมอง ศูนย์อายุรกรรมโรคระบบประสาทและสมอง ที่ โรงพยาบาลสินแพทย์ สาขาใกล้บ้านคุณ
(คลิก link เพื่อนัดพับแพทย์เฉพาะทาง)







