มารู้จักโรคเบาหวานกันเถอะ

1 ม.ค. 2563 | เขียนโดย แพทยผู้เชี่ยวชาญ

เบาหวานคืออะไร..
ถ้าเรารู้ว่าเบาหวานคืออะไร ก็ย่อมง่ายที่จะปฏิบัติตัวและเอาชนะมันได้ และอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุข เบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือ ประสิทธิภาพของอินซูลินลดลง จากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติ ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท

 

อะไรคือ ฮอร์โมนอินซูลิน
อินซูลิน เป็น ฮอร์โมนที่สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน มีหน้าที่พาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเพื่อเผาผลาญเป็นพลังงาน ถ้าร่างกายขาดอินซูลิน หรือ การออกฤทธิ์ของอินซูลินไม่ดี ร่างกายก็จะไม่สามารถเอาน้ำตาลไปใช้ได้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

 

เบาหวานชนิดที่1 และชนิดที่2 ต่างกันอย่างไร
เบาหวานชนิดที่1
พบในเด็ก หรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30ปี คนที่เป็นเบาหวานชนิดนี้มักผอม เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ เบาหวานชนิดนี้ต้องรักษาโดยการฉีดอินซูลิน มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดภาวะหมดสติจากน้ำตาลสูง และกรดคีโตนคั่งในเลือด

 

เบาหวานชนิดที่ 2
พบได้มากถึงร้อยละ 95-97% ของผู้เป็นเบาหวานทั้งหมด ผู้เป็นเบาหวานชนิดนี้ มักอ้วน มีอายุมากกว่า 40ปี ตับอ่อนยังพอผลิตอินซูลินได้บ้างแต่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในระยะแรกอาจรักษาได้ด้วยการควบคุมอาหาร หรือยาเม็ดลดระดับน้ำตาลแต่เมื่อเป็นนานๆในบางรายมีเบต้าเซลล์เสื่อมหน้าที่มากขึ้นทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีอาจจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน

 

โรคเบาหวานชนิดอื่น มีสาเหตุเฉพาะ ได้แก่

  • โรคเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม
  • โรคของตับอ่อน
  • ความผิดปกติของฮอร์โมน
  • การได้รับยาบางชนิด เช่น กลุ่มสเตียรอยด์ หรือ สารเคมีบางชนิด

 

โรคเบาหวาน.. ที่เกิดในระหว่างตั้งครรภ์

จะมีฮอร์โมนจากรกซึ่งมีฤทธิ์ต้านอินซูลินเป็นผลให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ถ้าร่างกายไม่สามารถเพิ่มการสร้างอินซูลินให้เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ได้ และหลังคลอดมักจะพบว่าโรคเบาหวานหายไปแต่เมื่อติดตามต่อไปจะพบว่าหญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้มาก จึงควรต้องติดตามเพิ่มตรวจหาเบาหวานเป็นระยะ

 

โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร

คนปกติ แม้ไม่ได้รับประทานอาหาร ตับยังคงสร้างน้ำตาลเพื่อให้ร่างกายใช้เป็นพลังงาน และมีการหลั่งอินซูลินจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อนระดับต่ำๆ เมื่อรับประทานอาหารโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต (หมวดข้าว แป้ง) จะถูกย่อยสลาย
เป็นน้ำตาลกลูโคส ในลำไส้เล็กและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อใช้เป็นพลังงานระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นในเลือดจะกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพิ่มขึ้น เพื่อเผาผลาญน้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

ในผู้เป็นเบาหวานไม่ว่าจะกรณีสร้างฮอร์โมนอินซูลินไม่ได้ หรือสร้างได้ไม่พอ เนื่องจากความต้องการอินซูลินเพิ่มขึ้น เพราะอินซูลินออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ ขณะเดียวกันมีการสลายไขมันเพิ่มขึ้นทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ จนล้นออกมาในปัสสาวะสามารถตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะเป็นสาเหตุให้มีมดมาตอมปัสสาวะ จึงเป็นที่มาของคำว่า “เบาหวาน”

 

เกณฑ์การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน

  • ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารเช้าตั้งแต่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป
  • หลังรับประทานอาหารแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า หรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    ร่วมกับมีอาการของเบาหวาน เช่น ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง กระหายน้ำ น้ำหนักลด
    ให้ถือว่าเป็นเบาหวานได้เลย

เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องแน่นอนควรยืนยันผลการตรวจระดับน้ำตาลด้วยการตรวจซ้ำอีกครั้ง

 

อาการของเบาหวาน

  • ปัสสาวะบ่อย และมากในเวลากลางคืน
  • คอแห้ง กระหายน้ำ และดื่มน้ำมาก
  • หิวบ่อย รับประทานจุ แต่น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
  • ถ้าเป็นแผลจะหายยาก มีการติดเชื้อตามผิวหนังเกิดฝีบ่อย
  • คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้เป็นเบาหวานเพศหญิง
  • ตาพร่ามัว
  • ชาปลายมือ ปลายเท้า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

 

สาเหตุ

  • กรรมพันธุ์ เบาหวานสืบทอดทางกรรมพันธุ์ได้ก็จริง แต่ผู้ที่มีญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่น้อง เป็นเบาหวาน) ไม่จำเป็นต้องเป็น
    เบาหวานทุกคนจะมีโอกาสเป็นสูงถ้ามีปัจจัยเสี่ยง ดังนี้
  • ความอ้วน
  • ผู้สูงอายุ ตับอ่อนสังเคราะห์และหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยลง
  • ตับอ่อนได้รับความกระทบกระเทือน เช่น ตับอ่อนอักเสบ
  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น คางทูม หัดเยอรมัน หัด
  • ยาบางชนิด
  • การตั้งครรภ์

 

การรักษาเบาหวาน

เนื่องจากเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หายขาดการรักษาเบาหวานให้ได้ผลดี จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เป็นเบาหวาน และญาติ หรือผู้ใกล้ชิดในการปฏิบัติตัว ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ คือ

  1. การควบคุมอาหาร
  2. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. การรักษาด้วยยาเม็ดลดระดับน้ำตาล และหรืออินซูลิน
  4. การเรียนรู้เรื่องโรคเบาหวาน เพื่อดูแลตนเอง

 

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าเบาหวานควบคุมได้ดีหรือไม่ วิธีประเมินการควบคุมเบาหวาน มี 2วิธี

  1. การวัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยทั่วไปหมายถึงระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนรับประทานอาหารเช้าหรือ FBS
  2. วัดระดับเอ-วัน-ซี ในเลือด (HbA1C)

 

การวัดระดับน้ำตาลในเลือด ปัจจุบัน มี 2 วิธี คือ

  1. วัดจากการเจาะเลือดที่แขน โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  2. วัดจากการเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว

 

ระดับน้ำตาลเท่าไร จึงถือว่าควบคุมได้

  1. ก่อนอาหาร (FBS) 90-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  2. หลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง น้อยกว่า 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
SHARE