เวียนศีรษะ-เวียนหัว

1 January 1970 | 作者 ศูนย์สมอง โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา

เป็นอาการที่พบได้บ่อย แต่ผู้ที่มีอาการนี้จะไปพบแพทย์ด็ต่อเมื่อมีอาการมากแล้วเท่านั้น หากถามว่าอาการเวียนศีรษะนั้นเป็นอย่างไร ส่วนมากจะตอบด้วยความคลุมเครือ เช่นตอบว่า มึนๆ งงๆ พอถูกถามมากๆ เข้าก็บอกได้แค่ว่า ”ก็มันเวียนๆ” ซึ่งทำให้แพทย์สับสนและให้การวินิจฉัยที่ผิดพลาดได้ ผู้เขียนจึงอยากใช้เวลาสักเล็กน้อยทำความเข้าใจกับอาการเวียนศีรษะ อาการเวียนศีรษะมีหลายลักษณะจากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยมาเป็นเวลานานขอสรุปดังนี้ อาการเวียนแบบหมุนๆ อาการวิงเวียนหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม อาการมึนงงแต่ไม่เวียนหมุน อาการทรงตัวไม่อยู่แต่ไม่มึนงง



เวียนศีรษะ

เวียนศีรษะ เป็นอาการที่พบได้บ่อย และสามารถพบได้ทุกเพศ ทุกวัย จากสาเหตุที่หลากหลาย ผู้ป่วยบางท่านเข้าใจอาการเวียนศีรษะ ไม่ถูกต้อง เช่น บรรยายอาการปวดเป็นเวียน ทำให้การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายจากแพทย์โดยละเอียด อาการเวียนศีรษะมีหลายลักษณะซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยที่แตกต่างสาเหตุกัน สรุปโดยสังเขปได้ดังนี้

  • อาการเวียนแบบบ้านหมุนหรือตัวหมุนๆ
  • อาการวิงเวียนหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
  • อาการมึนงงแต่ไม่เวียนหมุน
  • อาการทรงตัวไม่อยู่แต่ไม่เวียนศีรษะ

ผู้ที่มีความรู้สึกว่าเวียนศีรษะควรทำความเข้าใจกับอาการของตัวเอง เนื่องจากว่าทั้งสี่แบบที่กล่าวมาข้างต้นมีสาเหตุมาจากโรคที่แตกต่างกัน พึงจำไว้เสมอว่าเวียนศีรษะไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการของโรค เหมือนกับอาการปวดหัว อาการไข้เหล่านี้ไม่ใช่โรคทั้งสิ้น การรักษาจึงต้องหาสาเหตุแล้วรักษาที่สาเหตุไม่ใช่รักษาที่อาการคือกินแต่ยาแก้เวียนศีรษะโดยไม่มีเป้าหมาย

หลายๆ คนมีความเชื่อว่าเมื่อมีอาการเวียนศีรษะจะต้องทำการตรวจพิเศษมากมายเพื่อหาสาเหตุ เช่น ทำสแกนสมอง (CT) หรือตรวจสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือการตรวจทางประสาทหู เช่น การทำ ABR, VNG, ENG Ecog ทั้งหมดนี้ส่วนมากทำเสียเปล่าไม่ค่อยพบความผิดปกติ ดังนั้นก่อนที่จะข้ามไปทำการตรวจพิเศษเหล่านี่จึงควรทำการวินิจฉัยด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายก่อน ซึ่งมากกว่า 70% สามารถพบสาเหตุได้

เมื่อผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะจะทำให้ไม่สามารถทำงานได้ต้องหยุดพักเป็นเวลาหลายวัน ดังนั้นการค้นหาสาเหตุและทำความเข้าใจตัวโรคจึงมีความสำคัญ

อาการเวียนศีรษะ มีกลไกการเกิดและวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุ บางสาเหตุสามารถหายเองได้ เนื่องจากร่างกายมีกลไกในการปรับตัว บางสาเหตุสามารถควบคุมไม่ให้อาการกำเริบได้แม้จะไม่สามารถให้หายขาด และบางสาเหตุหากไม่รักษาอาจมีอันตราย

สาเหตุจากหูชั้นใน (vestibular endorgan)

อาการเวียนศีรษะจากหูชั้นในมักมาด้วยอาการ เวียนศีรษะบ้านหมุน อาการมักดูรุนแรง อาเจียนเด่น ลุกเดินทรงตัวไม่อยู่ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจร่างกายเฉพาะเพื่อวินิจฉัย เช่น พบลักษณะการกระตุกของลูกตาจากการกระตุ้น

อาการเวียนศีรษะจากหูชั้นในมีหลายสาเหตุ เช่น หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน การอักเสบของเส้นประสาทหู หรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ละโรคยังมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน ภาวะที่พบได้บ่อยมาก คือ หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (BPPV) เกิดอาการบ้านหมุนเมื่อมีการเคลื่อนที่ของศีรษะ เช่น ท่านอนราบ ตะแคง การรักษาที่ถูกต้องคือการทำกายภาพจัดท่าของศีรษะ เพื่อให้หินปูนกลับเข้าที่ ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ หลังทำกายภาพมีวิธีปฎิบัติตัว เช่น หลีกเลี่ยงท่าก้มศีรษะ ท่าหงายศีรษะที่ร้านสระผม เป็นต้น มิฉะนั้นก็อาจเป็นซ้ำได้อีก

โรคเวียนศีรษะไมเกรน

โรคนี้พบได้บ่อยมากในผู้ป่วยวัยกลางคนและคนส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองเป็นไมเกรน หลายคนเข้าใจว่าไมเกรนเป็นโรคปวดหัวข้างเดียว อันที่จริงไมเกรนอาจปวดหัวสองข้างก็ได้ แต่มักมีอาการปวดแบบตุบๆ ตามจังหวะเต้นของหัวใจ ในหลายครั้งอาการปวดหัวไม่ใช่อาการเด่นแต่มีอาการเวียนศีรษะเป็นอาการเด่น เราเรียกว่าโรคนี้ว่า เวียนศีรษะไมเกรน (vestibular migraine) ผู้ป่วยจะมีเวียนศีรษะที่หมุนหรือแค่มึนๆ ก็ได้ มักเป็นๆ หายๆ อาจร่วมกับอาการปวดศีรษะหรือไม่ก็ได้ อาจมีหูอื้อร่วมด้วยได้ อีกทั้งมักมีสิ่งกระตุ้น เช่น อาการแพ้แสงจ้า รำคาญเสียงดัง หรือมีอาการทางตา เช่น เห็นแสงวูบวาบ หรือเห็นเป็นดาวๆ การวินิจฉัยจะต้องทำการซักประวัติและตรวจร่างกายให้ดีโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับตัวกระตุ้นไมเกรน ซึ่งการรักษาหนึ่งคือการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ได้แก่

  • นอนให้ตรงเวลาและเพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึก ควรหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมง
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลาหลีกเลี่ยงการอดอาหาร
  • หลีกเลี่ยงอาหารและยาดังนี้
    • สุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ เช่น กาแฟ ชา ชาเขียว น้ำอัดลมบางชนิด
    • อาหารรสจัด เช่น หวานจัด หรือมันมากเกินไป
    • อาหารที่มีเนย หรือเนยแข็งเป็นส่วนผสม
    • อาหารที่มีชอคโกแล็ตเป็นส่วนผสม
    • น้ำตาลเทียม เช่น แอสปาเตม
  • หลีกเลี่ยงความร้อนจัด หรือกลิ่นเฉพาะที่กระตุ้นอาการปวดเวียน

หากปฎิบัติดังนี้แล้วยังมีอาการปวดเวียนมากแนะนำพบแพทย์เพื่อปรับยาอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีโรคที่มีอาการเวียนศีรษะได้อีกหลากหลายสาเหตุ อาทิ โรคทางสมอง เช่น เนื้องอกเส้นประสาทการได้ยิน (Vestibular Schwannoma) มักมาด้วยหูได้ยินลดลงข้างเดียว ร่วมกับอาการมึนเวียนศีรษะและอาจเดินเซร่วมด้วยได้ การเข้ารับการวินิจฉัยอาศัยการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI , กลุ่มอาการหน้ามืด ผู้ป่วยบางท่านคิดว่าเป็นเวียนศีรษะได้เช่นกัน สาเหตุ อาจมาจากปัญหาทางหัวใจ ดังนั้นหากมีอาการเวียนที่รุนแรงและไม่หายเอง ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

SHARE