เกาต์เทียมคืออะไร ?…แตกต่างอย่างไรจากโรคเกาต์ ?!??

1 January 1970 | 作者 โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา

โรคเกาต์เทียม เกิดจากการสะสมของผลึกแคลเซียม มักทำให้ข้ออักเสบเฉียบพลัน ปวดบวมรุนแรงที่ข้อเข่า ควรรีบตรวจเพื่อรับการรักษา



เกาต์เทียม (Pseudogout) คือ ภาวะข้ออักเสบที่เกิดจากผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต มักเกิดในผู้สูงอายุ ข้อที่พบบ่อยคือข้อเข่า มีอาการคล้ายโรคเกาต์มากแต่ผู้ป่วยจะไม่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูง

 

โรคเกาต์เทียมเกิดจากอะไร ?

 

โรคนี้เกิดจากการสะสมของผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต (Calcium pyrophosphate) ภายในข้อ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกอ่อนข้อ เมื่อผลึกเหล่านี้หลุดออกมาในน้ำหล่อเลี้ยงข้อจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเกาต์เทียมมีดังนี้

 

  1. อายุ มักพบในผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด
  2. ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม เช่น ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน ภาวะเหล็กเกินในร่างกาย ภาวะขาดแมกนีเซียม ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง
  3. การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดข้อ
  4. พันธุกรรม
  5. โรคข้อเสื่อม มักพบโรคเกาต์เทียมร่วมกับโรคข้อเสื่อม

โรคเกาต์เทียมมีอาการอย่างไร ?

โรคเกาต์เทียมอาจแสดงอาการได้หลายรูปแบบ ลักษณะที่พบบ่อย คือ

 

1. ข้ออักเสบเฉียบพลัน

– มีอาการปวดข้ออย่างรุนแรงและฉับพลัน ข้อบวม แดง ร้อน กดเจ็บ ขยับข้อได้ลำบาก อาการเกิดขึ้นรวดเร็วภายใน 1–2 วัน มีอาการเป็นๆหายๆคล้ายโรคเกาต์
– ข้อที่พบบ่อย คือ ข้อเข่า ข้อมือ ข้อสะโพก ข้อไหล่ ข้อเท้า

2. รูปแบบอื่นๆที่พบได้

– ข้ออักเสบหลายข้อเรื้อรัง
– การตรวจพบแคลเซียมตกผลึกในกระดูกอ่อนโดยไม่มีอาการ
– ปวดข้อเรื้อรังคล้ายโรคข้อเสื่อม หรือมีอาการร่วมกับข้อเสื่อมทำให้อาการข้อเสื่อมแย่ลงเร็วกว่าปกติ

 

โรคเกาต์เทียมแตกต่างจากโรคเกาต์อย่างไร ?

โรคเกาต์เทียม

 

  • ชนิดของผลึก : ผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต
  • ข้อที่พบบ่อย : ข้อเข่า ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเท้า
  • ปัจจัยเสี่ยง : สูงอายุ โรคของต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม
  • การรักษาเฉพาะ : ไม่มียาละลายผลึก

โรคเกาต์

 

  • ชนิดของผลึก : ผลึกกรดยูริก
  • ข้อที่พบบ่อย : ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า
  • ปัจจัยเสี่ยง : กรดยูริกในเลือดสูง อาหารที่มีพิวรีนสูง การดื่มแอลกอฮอล์ โรคอ้วน
  • การรักษาเฉพาะ : ยาลดกรดยูริก

 

โรคเกาต์เทียมวินิจฉัยอย่างไร ?

  1. ประวัติอาการและการตรวจร่างกาย : อาการปวดข้อเฉียบพลันโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การตรวจร่างกายดูลักษณะการอักเสบของข้อ
  2. การตรวจน้ำไขข้อ : เป็นการวินิจฉัยที่สำคัญที่สุด โดยการใช้เข็มเจาะดูดน้ำหล่อเลี้ยงข้อออกมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษเพื่อหาผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนและแสดงคุณสมบัติ weakly positive birefringence (สีน้ำเงินเมื่อวางแนวขนาน)
  3. การเอกซเรย์ : อาจพบการสะสมของแคลเซียมในกระดูกอ่อนข้อ (chondrocalcinosis) มักพบที่ข้อเข่า ข้อมือ ข้อสะโพก และข้อกระดูกเชิงกราน
  4. การตรวจเลือด : เพื่อหาสาเหตุร่วม เช่น ธาตุเหล็ก พาราไทรอยด์ฮอร์โมน ไทรอยด์ฮอร์โมน แคลเซียม ฟอสเฟต แมกนีเซียม

 

โรคเกาต์เทียมรักษาอย่างไร ?

เป้าหมายของการรักษาโรคเกาต์เทียม คือ ลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดในระยะเฉียบพลันและควบคุมอาการไม่ให้กำเริบในระยะยาว

 

1. ระยะเฉียบพลัน

  • การพักใช้งานข้อที่อักเสบ อาจใช้การประคบเย็นช่วยลดอาการปวดบวม
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน
  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ หากอาการรุนแรงหรือใช้ยากลุ่ม NSAIDs ไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อโดยตรงหรือให้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานในระยะสั้น
  • ยาโคลชิซิน สามารถใช้รักษาเกาต์เทียมเพื่อลดการอักเสบและป้องกันการเกิดซ้ำได้

2. ระยะยาวและการป้องกันการกำเริบ

  • ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถละลายผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต
  • การใช้โคลชิซินในขนาดต่ำ เพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำในผู้ที่มีอาการบ่อย
  • การควบคุมโรคร่วมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคไทรอยด์
  • การรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม การกายภาพบำบัดเพื่อคงการเคลื่อนไหวของข้อ
SHARE