ถุงน้ำในเต้านม (Breast Cyst) อันตรายไหม? ต้องรักษาหรือติดตามหรือไม่?

16 September 2026 | Author พญ. ฐิติพร วรรณศรี

ถุงน้ำในเต้านม (Breast Cyst) อันตรายไหม? ต้องรักษาหรือติดตามหรือไม่?

ถุงน้ำในเต้านม (breast cyst) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิงช่วงก่อนหมดประจำเดือน ส่วนใหญ่เป็นภาวะที่ไม่อันตรายและไม่ใช่มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ถุงน้ำในเต้านมมีหลายลักษณะ การดูแลจึงแตกต่างกันตามลักษณะที่พบจากการตรวจอัลตราซาวด์

ถุงน้ำในเต้านมเกิดจากอะไร?

ถุงน้ำในเต้านมเกิดจากการมีของเหลวสะสมอยู่ภายในเนื้อเต้านม สาเหตุที่แน่ชัดยังไม่ทราบ เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเต้านมและฮอร์โมนตามวัย จึงพบได้บ่อยในผู้หญิงช่วงก่อนหมดประจำเดือน ถุงน้ำอาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และอาจมีเพียงถุงเดียวหรือหลายถุงก็ได้ ขนาดของถุงน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และในบางรายอาจสัมพันธ์กับรอบประจำเดือน

ถุงน้ำในเต้านมมีอาการอย่างไร?

ถุงน้ำขนาดเล็กอาจไม่มีอาการและตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจอัลตราซาวด์หรือแมมโมแกรม หากมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจคลำได้เป็นก้อน ลักษณะค่อนข้างกลมหรือรี ผิวเรียบ และอาจเคลื่อนไหวได้ บางรายอาจมีอาการตึงหรือเจ็บบริเวณเต้านม โดยอาการและขนาดของก้อนอาจเปลี่ยนแปลงตามรอบประจำเดือนได้ อย่างไรก็ตาม ลักษณะของก้อนจากการคลำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นถุงน้ำหรือเป็นก้อนชนิดอื่น หากคลำพบก้อนใหม่ที่เต้านมจึงควรได้รับการตรวจประเมินอย่างเหมาะสม

ถุงน้ำในเต้านมทุกชนิดเหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน การตรวจอัลตราซาวด์ช่วยประเมินลักษณะภายในของรอยโรคและแยกถุงน้ำออกเป็นลักษณะต่าง ๆ ซึ่งมีแนวทางดูแลแตกต่างกัน

  1. ถุงน้ำธรรมดา (Simple cyst)

    เป็นถุงที่มีเฉพาะของเหลวอยู่ภายใน ไม่มีส่วนที่เป็นก้อนเนื้อ ลักษณะจากอัลตราซาวด์สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นรอยโรคชนิดไม่ร้ายแรง (benign) ถุงน้ำชนิดนี้ ไม่ใช่มะเร็ง ไม่กลายเป็นมะเร็ง และโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องติดตามด้วยอัลตราซาวด์เฉพาะรอยโรค หากไม่มีอาการก็ไม่จำเป็นต้องรักษา

  2. ถุงน้ำที่มีตะกอนภายใน (Complicated cyst)

    เป็นถุงน้ำที่อาจมีตะกอนหรือสารบางอย่างอยู่ภายใน แต่ไม่มีส่วนที่เป็นก้อนเนื้อชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นรอยโรคที่ไม่ร้ายแรง การดูแลขึ้นอยู่กับลักษณะที่ตรวจพบและการประเมินของรังสีแพทย์ บางรายไม่จำเป็นต้องติดตามเพิ่มเติม ขณะที่บางรายอาจได้รับคำแนะนำให้ตรวจติดตามด้วยอัลตราซาวด์

  3. รอยโรคที่มีทั้งส่วนที่เป็นถุงน้ำและก้อนเนื้อ (Complex cystic and solid mass)

    แตกต่างจากถุงน้ำธรรมดา เนื่องจากมีส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อหรือมีลักษณะที่ต้องประเมินเพิ่มเติม รังสีแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมหรือเจาะชิ้นเนื้อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยโรค

ดังนั้น เมื่อพบคำว่า “cyst” ในผลตรวจเต้านม ไม่ควรกังวลทันที สิ่งสำคัญคือดูว่ารอยโรคนั้นมีลักษณะอย่างไรและได้รับการจัดกลุ่ม BI-RADS ใด

ตรวจวินิจฉัยถุงน้ำในเต้านมอย่างไร?

แพทย์จะประเมินจากอาการ การตรวจร่างกาย และเลือกการตรวจทางรังสีที่เหมาะสมตามอายุและลักษณะของก้อน

  • อัลตราซาวด์เต้านม (Breast ultrasound) เป็นการตรวจที่ช่วยแยกได้ว่าก้อนนั้นเป็นถุงที่มีของเหลว ก้อนเนื้อ หรือมีทั้งสองส่วน และช่วยประเมินลักษณะของรอยโรคเพิ่มเติม
  • แมมโมแกรม (Mammography) อาจใช้ร่วมกับอัลตราซาวด์ตามอายุ อาการ และข้อบ่งชี้ เพื่อประเมินเนื้อเต้านมและค้นหาความผิดปกติอื่น ๆ

หากรอยโรคมีลักษณะน่าสงสัย แพทย์อาจพิจารณา เจาะชิ้นเนื้อ (core needle biopsy) เพื่อนำเนื้อเยื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยา โดยไม่ได้จำเป็นต้องเจาะชิ้นเนื้อในถุงน้ำธรรมดาทุกราย

ถุงน้ำในเต้านมรักษาอย่างไร?

ถุงน้ำธรรมดาที่ไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องรักษา และไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออก

หากถุงน้ำมีขนาดใหญ่ ทำให้เจ็บ ตึง หรือรบกวนการใช้ชีวิต แพทย์อาจพิจารณา เจาะดูดของเหลวออก (cyst aspiration) เพื่อบรรเทาอาการ โดยถุงน้ำสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้หลังจากเจาะดูด การผ่าตัดถุงน้ำพบว่ามีความจำเป็นน้อยมาก และจะพิจารณาเฉพาะบางกรณี เช่น รอยโรคมีลักษณะผิดปกติ ผลการตรวจไม่สอดคล้องกัน หรือมีข้อบ่งชี้อื่นตามการประเมินของแพทย์

ถุงน้ำในเต้านมต้องติดตามทุก 6–12 เดือนหรือไม่?

ไม่จำเป็นในทุกราย

หากได้รับการยืนยันว่าเป็น simple cyst หรือถุงน้ำธรรมดา โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจอัลตราซาวด์ติดตามเฉพาะถุงน้ำทุก 6–12 เดือน และไม่จำเป็นต้องตรวจติดตามขนาดของถุงน้ำเป็นประจำ

สำหรับรอยโรคที่ไม่ใช่ simple cyst การติดตามขึ้นอยู่กับลักษณะที่พบและระดับ BI-RADS ที่รังสีแพทย์ประเมิน หากได้รับคำแนะนำให้ตรวจติดตาม ควรมาตรวจตามระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้หญิงยังควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตามช่วงอายุและระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลตามคำแนะนำของแพทย์

ถุงน้ำในเต้านมเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมหรือไม่?

ถุงน้ำธรรมดา (simple cyst) ไม่ใช่มะเร็ง ไม่กลายเป็นมะเร็ง และไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

อย่างไรก็ตาม ก้อนที่เต้านมไม่ได้เป็นถุงน้ำธรรมดาทุกก้อน หากคลำพบก้อนใหม่หรือมีความผิดปกติของเต้านม ควรได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นถุงน้ำธรรมดาหรือเป็นรอยโรคชนิดอื่น

เมื่อไรควรมาพบแพทย์?

ควรพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • คลำพบก้อนใหม่ที่เต้านมหรือรักแร้
  • ก้อนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน หรือมีอาการผิดปกติที่ไม่หายไป
  • มีเลือดหรือน้ำผิดปกติออกจากหัวนม โดยเฉพาะออกเองจากข้างเดียว
  • หัวนมมีการเปลี่ยนแปลงหรือบุ๋มเข้าใหม่
  • ผิวหนังบริเวณเต้านมมีการเปลี่ยนแปลง เช่น บุ๋ม หนาตัว บวม หรือแดงผิดปกติ
  • มีอาการผิดปกติอื่นที่ทำให้กังวล

ข้อควรรู้

พบ “ถุงน้ำในเต้านม” ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง

ถุงน้ำธรรมดาพบได้บ่อย ไม่ใช่มะเร็ง และโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษาหรือติดตามเฉพาะรอยโรค สิ่งสำคัญคือการประเมินให้ทราบว่ารอยโรคนั้นเป็นถุงน้ำธรรมดาหรือมีลักษณะที่จำเป็นต้องตรวจหรือติดตามเพิ่มเติม

SHARE