วินิจฉัยโรคลมชักในเด็กด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG (Electroencephalography)
โรคลมชักในเด็ก เป็นโรคทางระบบประสาทที่มีความอันตรายอย่างมาก และพ่อแม่ต้องคอยเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยถ้าหากพบว่าลูกมีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก สะดุ้ง เหม่อลอย เบลอ หรือนั่งไปแบบไม่รู้ตัว รวมถึงเคยมีอาการชักตอนไข้ขึ้นสูง ควรพาลูกไปรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่อาการของโรคจะร้ายแรง จนเกิดการชักเกร็งทั้งตัว และนำไปสู่ภาวะสมองขาดออกซิเจน
สำหรับพ่อแม่ที่มีความสงสัยว่าลูกของตนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคลมชักหรือไม่ ควรพาลูกไปรับการตรวจวินิจฉัยจากทีมแพทย์ที่มีความชำนาญการ ซึ่งต้องอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียด และการตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography: EEG) การวินิจฉัยทางรังสี (CT, MIR) หรือการตรวจทางพันธุกรรม เพื่อยืนยันและหาสาเหตุของโรคลมชัก เพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาที่เหมาะสม
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG Test) คืออะไร ?
EEG หรือ Electroencephalography คือการตราจการทำงานของคลื่นไฟฟ้าสมอง ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้มีความชำนาญการ โดยการตรวจ EEG นั้นมีประโยชน์หลักในการวินิจฉัยเพื่อประเมินการทำงานของสมอง สำหรับผู้ป่วยที่มักมีอากาการลมชัก หมดสติ ซึม สับสน ไปจนถึงไม่รู้สึกตัว ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคลมชัก เนื้องอกในสมอง หากได้รับการตรวจวินิจฉัยและค้นพบรอยโรค ก็จะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที
ขั้นตอนในการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง
ในส่วนขั้นตอนการตรวจคลื่นสมอง EEG นั้นไม่ซับซ้อนและใช้เวลาไม่นาน โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้
ติดอุปกรณ์ (Electrodes)
แพทย์ผู้ชำนาญการ จะติดอุปกรณ์อิเล็กโทรด (Electrodes) ลงบนหนังศีรษะของลูกน้อย โดยแผ่นอิเล็กโทรดเหล่านี้จะเชื่อมต่อกับเครื่องบันทึกสัญญาณไฟฟ้า
เปิดเครื่องตรวจ
หลังจากดำเนินการติดแผ่นอิเล็กโทรดเสร็จแล้ว แพทย์จะเปิดเครื่องบันทึกสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมอง โดยในระหว่างการตรวจ ลูกน้อยอาจจะร้องไห้ หรือรู้สึกไม่สบายใจ แพทย์จะพยายามปลอบโยนลูกน้อยให้ผ่อนคลาย หรือทำให้หลับไป
วิเคราะห์ผล
เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจคลื่นสมองแล้ว แพทย์จะนำข้อมูลสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งมีลักษณะเป็นกราฟมาวิเคราะห์ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะอ่านตีความผลการตรวจที่ได้ เพื่อการวินิจฉัยโรค และกำหนดแนวทางการรักษา หรือติดตามผลการรักษาต่อไป
การเตรียมตัวลูกน้อย ก่อนตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง
หากพ่อแม่จะพาลูกน้อยไปตรวจคลื่นสมอง จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวลูกให้พร้อม เพื่อให้การตรวจราบรื่น และได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ โดยมีสิ่งที่ควรต้องปฏิบัติ ดังนี้
-
สระผมให้สะอาด
ก่อนวันเข้ารับการตรวจคลื่นสมอง พ่อแม่ควรสระผมให้ลูกน้อยด้วยน้ำสะอาด และแชมพูสระผม โดยให้หลีกเลี่ยงการใช้ครีมนวดผม ฉีดสเปรย์ หรือมูสแต่งผมต่างๆ เพราะอาจจะรบกวนการติดแผ่นอิเล็กโทรดได้
-
รับประทานอาหารและยาตามปกติ
พ่อแม่ควรให้ลูกน้อยรับประทานอาหารตามปกติ แต่บางกรณีแพทย์อาจให้เด็กหยุดรับประทานยากันชักก่อนการตรวจคลื่นสมสมอง จึงควรสอบถามจากแพทย์ให้ละเอียดก่อนเข้ารับการตรวจทุกครั้ง
-
มาเตรียมตัวก่อนเวลานัด
อีกสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรทำคือ การพาลูกน้อยมาถึงโรงพยายกลก่อนเวลานัดประมาณ 30 นาที เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม
-
พยายามไม่ให้ลูกหลับก่อนเวลาตรวจ
เนื่องจากการตรวจคลื่นสมองในเด็กเล็กๆ แพทย์จะต้องทำให้เด็กหลับในขณะที่ดำเนินการตรวจ โดยการใช้ยานอนหลับ พ่อแม่จึงควรนำสิ่งที่เด็กชอบ เช่น ขวคนม ผ้า ของเล่น ติดมาด้วย เพื่อช่วยให้เด็กสงบลง และหลับได้ง่ายขึ้น อีกทั้งไม่ควรให้เด็กนอนหลับก่อนเวลาเข้ารับการตรวจ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสที่เด็กจะหลับได้เองขณะตรวจ โดยไม่ต้องไชัยานอนหลับ
ประโยชน์ของการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG Test)
-
เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคลมชัก
การตรวจ EEG ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคลมชักได้อย่างแม่นยำมากกกว่าการวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียว
-
แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ผลการตรวจ EEG ช่วยให้แพทย์ทราบถึงสาเหตุและความรุนแรงของโรคลมชัก ซึ่งแพทย์จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
-
ติดตามผลการรักษา
สำหรับเด็กที่เคยมีอาการลมชักมาก่อน การตรวจ EEG สามารถใช้ในการติดตามผลการรักษาและประเมินการตอบสนองต่อยาหรือการรักษาที่ได้รับ
ถ้าหากสงสัยว่าลูกมีความเสี่ยงเป็นโรคลมชักในเด็ก ควรพามาตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือ EEG Test ที่โรงพยาบาลสินแพทย์ เสรีรักษ์ กับกุมารแพทย์ชำนาญการเฉพาะพางโรคลมชักในเด็ก เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที









