รักษาหัวใจของคุณ ด้วยหัวใจเรา

เรื่องของหัวใจต้องให้เพื่อนที่เข้าใจดูแล

ในปัจจุบันพบว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของเกือบทุกประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยพบว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากเป็นอันดับสอง รองจากอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกท่านควรจะรู้และเข้าใจถึงอาการที่สำคัญของโรคนี้ เพื่อการดูแลและป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน (Ischemic Heart Disease / IHD) หรือ โรคหลอดเลือดโคโรนารี่ (Coronary Artery Disease / CAD) หมายถึง โรคหัวใจที่เกิดจากการตีบของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ หรือที่เรียกว่า หลอดเลือดโคโรนารี่ (Coronary Artery) ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง หรือหยุดชะงักไป เมื่ออยู่ในภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้น เช่น มีการออกแรงมากๆ การมีอารมณ์โกรธ หรือความเครียด เป็นต้น ก็จะทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว โดยที่ยังไม่มีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้น เราเรียกว่า โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ (Angina pectoris) แต่ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจมีการตายเกิดขึ้นบางส่วน เนื่องจากหลอดเลือดโคโรนารีเกิดการอุดตัน เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้ จะทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง ซึ่งมักจะมีภาวะช็อก และหัวใจวายร่วมด้วย เรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction) โรคนี้มักพบได้มากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ส่วนมากจะมีอาการเริ่มแรก เมื่อมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

สาเหตุสำคัญของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

เกิดจากปัจจัยหลายอย่างที่เป็นปัจจัยเสี่ยง ได้แก่

  1. เพศและอายุ พบว่าผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้มากกว่าผู้หญิง 3- 5 เท่า และมักจะพบได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป สำหรับผู้หญิงจะเกิดโรคนี้ช้ากว่า คือ มักจะเกิดในหญิงวัยหมดประจำเดือน หรืออายุ 50 – 55 ขึ้นไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้ามีอายุน้อยกว่านี้จะเป็นโรคหัวใจไม่ได้ โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นร่วมด้วย และมีประวัติของบุคคลในครอบครัวเป็นโรคนี้
  2. สูบบุหรี่ พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดโรคหัวใจตีบมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่หลายเท่า
  3. มีภาวะไขมันในเลือดสูง (ไขมัน LDL มากกว่า 160 มก./ดล. หรือ ไขมัน HDL ต่ำกว่า 35 มก./ดล.) เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โรคหัวใจขาดเลือดเกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการแข็งตัวและตีบตัน เพราะมีไขมันไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดมากนั่นเอง เพราะฉะนั้นในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ก็ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนที่มีไขมันในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  4. มีโรคเบาหวาน เนื่องจากในผู้ที่เป็นเบาหวานจะมีความเสื่อมของหลอดเลือดมากขึ้น
  5. มีโรคความดันโลหิตสูง
  6. มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคนี้

สาเหตุสำคัญของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

ถ้าจะเปรียบไปแล้ว หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจก็เปรียบเหมือนกับท่อส่งน้ำ ซึ่งเมื่อมีการใช้งานไปนานๆก็ย่อม เกิดการอุดตันขึ้น จากเศษตะกอนต่างๆ หลอดเลือดแดงของหัวใจก็เช่นเดียวกัน การตีบของหลอดเลือดแดงนั้น ส่วนหนึ่งเกิดเมื่อ คนเราอายุมากขึ้น โดยธรรมชาติ ผนังหลอดเลือดก็จะมีการหนาตัวขึ้น เพราะฉะนั้น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจึงเป็นโรคของผู้ใหญ่วัยกลางคน และวัยสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ในคนบางคนมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ เมื่ออายุยังไม่มาก เนื่องจากมีปัจจัยบางประการที่ส่งเสริมให้ผนังหลอดเลือด มีการตีบและหนาตัวเร็วขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ นอกจากนี้ ผู้ชายก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ มากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วก็มีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่

อาการ

ผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบ จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายจะมีอาการ อย่างไร

อาการที่สำคัญที่สุด คือ อาการเจ็บ หรือแน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรมาทับหรือบีบรัด อาการเตือนในระยะแรกๆ คือ มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกขณะที่ออกแรงมากๆ เช่น เล่นกีฬา เดินขึ้นบันได หรือเวลาออกไปเดินหลังจากรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ เมื่อหลอดเลือด มีการตีบมากขึ้น อาการเจ็บหน้าอกก็จะเป็นได้ง่ายขึ้น เช่น เดินเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ขึ้นบันไดเพียง 1-2 ชั้น ถ้าเป็นมากขึ้นจะมีอาการเจ็บหน้าอกในขณะพัก อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจะเป็นอยู่นานเพียง 5-10 นาที เมื่อพักหรืออมยาขยายหลอดเลือดแล้วจะดีขึ้น แต่อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะเจ็บรุนแรงกว่า นานกว่า เมื่ออมยาขยายหลอดเลือดอาการก็ไม่ดีขึ้น และอาจมีอาการเหนื่อยหอบ เหงื่อแตกอย่างมากร่วมด้วย บางรายอาจมีภาวะช็อกหรือหัวใจวายร่วมด้วย

ข้อแนะนำและการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด

  1. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง และอาจมีอาการร้ายแรงเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงควรพบแพทย์เป็นประจำเพื่อรักษาและป้องกันโรคนี้
  2. ผู้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดบางคน อาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้ายชัดเจน อาจมีเพียงอาการปวดเมื่อยที่ขากรรไกร หรือหัวไหล่แทน ดังนั้นหากพบว่าตัวเองมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่กล่าวมา ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
  3. การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) มีความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคนี้ประมาณ 50 – 75 % ซึ่งก็หมายความว่า อีกประมาณ 25- 50 % ของคนที่เป็นโรคนี้ เมื่อตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจแล้วบอกผลว่าปกติ ควรจำเป็นต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น เช่น การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test :EST) , การตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) , การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography : CAG) , ซึ่งวิธีการนี้จะสามารถเห็นตำแหน่งของหลอดเลือดที่มีการอุดตัน และสามารถทำการรักษาต่อในขณะที่ทำการฉีดสีได้ทันที

การป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด

โรคนี้สามารถป้องกันได้ โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ ระวังอย่าให้อ้วน ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รักษาภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้

ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลสินแพทย์

พร้อมให้บริการในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยอุปกรณ์พิเศษในการดูแลและป้องกันโรคหัวใจ การรักษา การติดตามดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีอันทันสมัยได้มาตรฐานระดับสากล

ศูนย์หัวใจ ร.พ.สินแพทย์ นอกจากจะมีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจทุกประเภท อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังพร้อมให้การดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจภายใต้คำแนะนำและควบคุมดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟู สมรรถภาพหัวใจ และปอด พร้อมทั้งทีมงานที่เชี่ยวชาญ และอุปกรณ์ในการออกกำลังกายที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวทั้งโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคปอด ได้ออกกำลังกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล และให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ได้อย่างเป็นปกติอีกด้วย