วารสารสินแพทย์ ปีที่1 ฉบับที่3 กันยายน-ธันวาคม 2548

วารสารสินแพทย์ฉบับที่3

kid

เวลาของนิทาน พัฒนาการเด็ก

  นิทาน เป็นคำที่เราได้ยินและรู้จักมานานตั้งแต่เด็กจนโต จากที่เคยเป็นผู้ฟังนิทานในวัยเด็ก มาปัจจุบันนี้หลายๆ คนได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้เล่านิทาน ให้กับเจ้าตัวน้อยที่นอนรอคอยให้คุณพ่อคุณแม่เล่าตอนต่อไปของนิทาน ซึ่งต่อจากเมื่อวานนี้

     มคุณพ่อคุณแม่หลายท่านเคยถามว่า "ลูกตัวเล็กแค่นี้ฟังนิทานเข้าใจแล้วเหรอ" หรือบางบ้านอาจจะบอกว่า "กลับจากโรงเรียนก็เหนื่อยแล้ว คงไม่จำเป็นหรอก" แสดงว่าคุณพ่อคุณแม่ยังมองไม่เห็นประโยชน์ของนิทาน ซึ่งนิทานในเด็กก่อนวัยเรียน นับเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ดังนี้

     สร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดในครอบครัว โดยนิทานจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงให้บุคคลได้ใกล้ชิดกัน ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ให้รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจให้กับเด็ก

  • ฝึกให้เด็กรู้จักฟัง รู้จักคอย และมีสมาธิ เพราะเด็กจะเอาใจจดจ่ออยู่กับเนื้อเรื่อง และรูปภาพในนิทานนั้น 
  • ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ ทำให้เขาร่าเริง แจ่มใส
  • ส่งเสริมทักษะทางภาษา ในการเล่าเรื่องลำดับเหตุการณ์ และลำดับความคิด ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์ โดยพ่อแม่ช่วยกระตุ้นให้ลูกพูดคุย ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่อง หรือภาพในนิทานนั้น
  • ใช้นิทานเป็นสื่อในการวางระเบียบวินัย ปลูกฝังคุณธรรมด้านต่างๆ เช่น การแบ่งปัน การช่วยเหลือผู้อื่น กลับขึ้น

     สิ่งที่สำคัญเวลาเล่านิทานให้ลูกฟัง คือ พ่อแม่ต้องทำให้ลูกรู้สึกกว่าเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายสบายๆ ให้ลูกเลือกหยิบหนังสือที่สนใจมาให้พ่อแม่ อย่าห่วงว่าจะเล่าเรื่องไม่จบ เพราะเด็กเล็กๆ มักสนใจดูภาพ และบอกชื่อภาพต่างๆ มากกว่าที่จะฟังเนื้อหาจริงจัง ลูกจะพอใจที่จะคุยกันเกี่ยวกับภาพ เหตุการณ์ หรือความรู้สึกของเขาที่มีต่อภาพนั้นๆ และเมื่อลูกเติบโตขึ้น เขาก็คงยังชอบให้มีคนเล่านิทานให้ฟังอยู่ แต่ควรส่งเสริมและผลักดันให้ลูกเป็นฝ่ายเล่านิทานให้พ่อแม่ฟังบ้างก็จะดีมากยิ่งขึ้น

กลับขึ้นด้านบน

ธาลัสซีเมีย

โลหิตจางธาลัสซิเมีย โรคทางพันธุกรรมที่ป้องกันได้

โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร..?

     ธาลัสซีเมียเป็นโรคโลหิตจางเรื้อรังทางกรรมพันธุ์ และสามารถถ่ายทอดจากบิดามารดาไปสู่ลูกหลานต่อไปได้ ผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียมีทั้งผู้ที่เป็นโรคและผู้ที่เป็นพาหะ ผู้ที่เป็นโรคจะมีอาการโลหิตจางและความรุนแรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของยีนที่ผิดปกติ ในประเทศไทยพบมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 600,000 คน ส่วนผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมีย จะเป็นผู้ที่ไม่มีอาการหรือมีสุขภาพใกล้เคียงกับคนปกติ ซึ่งพบมีผู้เป็นพาหะมากกว่า 20 ล้านคนจากสถิติในแต่ละปี มีเด็กเกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย 12 คน ต่อเด็กเกิดใหม่ทุกๆ 1000 คน ธาลัสซีเมียจึงเป็นโรคโลหิตจางกรรมพันธุ์ที่พบบ่อยและกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และปัจจุบันโรคนี้กำลังเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขโรคหนึ่ง

โรคธาลัสซีเมีย มี 2 แบบ คือ

  1. ผู้ที่เป็นพาหะของโรค คือ มียีนธาลัสซีเมียเพียง 1 ยีน โดยได้รับยีนที่ผิดปกตินี้มาจากพ่อหรือแม่ และยังคงมียีนที่ปกติเหลืออยู่เพียงพอที่จะทำหน้าที่ทดแทนยีนที่ผิดปกติได้ ผู้ที่เป็นพาหะจึงไม่มีอาการและมีสุขภาพใกล้เคียงคนปกติทั่วไป แต่หากตรวจเลือดจะพบความผิดปกติ คือ เม็ดเลือดแดงจะมีขนาดเล็ก นอกจากนั้นยังสามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกตินี้ไปสู่ลูกหลานได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พ่อและแม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียทั้งคู่ จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมียเท่ากับ 1 ใน 4 หรือ 25% ซึ่งสามารถตรวจวินิจฉัยการเป็นพาหะได้ จากการตรวจด้วยเลือดวิธีพิเศษทางห้องปฏิบัติการ
  2. ผู้ที่เป็นโรค เกิดจากการได้รับยีนที่ผิดปกติมาจากพ่อและแม่ผู้ป่วยจะมีอาการของโรค คือ ซีด ตัวเหลือง ตาเหลือง ตับม้ามโต ใบหน้าเหลี่ยม ดั้งจมูกยุบ กระโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มสูง คาง และและกระดูกขากรรไกรกว้าง ฟันแบนยื่น กระดูกบางเปราะง่าย ผิวหนังดำคล้ำ ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ และติดเชื้อง่าย 

อาการของโรคธาลัสซีเมีย

  •  ชนิดที่รุนแรงที่สุด คือ ทารกตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอดไม่นาน
  •  ชนิดปานกลาง และชนิดรุนแรงน้อย ตับม้ามโตไม่นาน ซีดไม่มากแต่เมื่อมีไข้จะซีดมากขึ้น
  •  ชนิดรุนแรง คือ แรกเกิดไม่มีอาการ จะสังเกตเห็นอาการชัดเมื่ออายุ 3-6 เดือน อาการที่สำคัญ คือ ซีด อ่อนเพลีย ท้องป่อง ม้ามโต ตับโต ตัวเล็ก เติบโตไม่สมอายุ มักซีดมากจนต้องได้รับเลือดเป็นประจำ 

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นพาหะ โรคธาลัสซีเมีย

  •  คนปกติทั่วไปมีโอกาสเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียชนิดใด ชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40
  •  ผู้ที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย
  •  ผู้ที่มีญาติเป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือพาหะ
    *** ในกรณีที่พ่อและแม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียทั้งคู่ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 1 ใน 4 โอกาสที่จะเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 และโอกาสที่จะปกติเท่ากับ 1 ใน 4

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นพาหะ หรือ ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

  • จากประวัติครอบครัว
  • จากการตรวจเลือดดู : CBC (Complete Blood Count)
  • ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดง : Hemoglobin Typing เพื่อดูชนิดของฮีโมโกลบิน

ธาลัสซีเมีย... เป็นโรคทางพันธุ์กรรมที่ป้องกันได้

  •  พบแพทย์เพื่อตรวจเลือดก่อนสมรส หรืออย่างช้าก่อนมีบุตรว่าเป็นพาหะหรือไม่
  •  ให้ครอบครัวที่เป็นธาลัสซีเมียแฝง  มีโอกาสเลือกให้มีบุตรที่แข็งแรง  และไม่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย
  •  ฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อแพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ว่าปกติหรือไม่
  •  ควรแนะนำให้ญาติพี่น้องไปตรวจเลือด ด้วยวิธีพิเศษว่าเป็นพาหะหรือไม่ และปรึกษาแพทย์ก่อนสมรส เพื่อรับคำแนะนำในการวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสมต่อไป

กลับขึ้นด้านบน

hpvเชื้อ HPV กับการเิกิดมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก

     จากสถิติัของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรีไทย ซึ่งจะพบมากในช่วงอายุ 35-60 ปี โดยมะเร็งปากมดลูกเป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก สามารถแพร่ขยายลุกลามและกดเบียดอวัยวะใกล้เคียงมดลูกภายในอุ้งเชิงกราน และสามารถแพร่กระจายไปยังปอด ตับ ลำไส้ หรือสมอง จนทำให้เสียชีวิตได้

มะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร

     จากผลการตรวจชิ้นเนื้อในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกพบว่ามีเชื้อ เอชพีวี(HPV) ถึง 97.7% ซึ่งแสดงใ้ห้เห็นว่าเชื้อ HPV เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก โดยสตรีจะได้รับเชื้อ HPV มาจากการมีเพศสัมพันธุ์ และเชื้อนี้จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมภายในเซลล์ปากมดลูก จนกลไกการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ถูกกระตุ้นขึ้น ตามมาด้วย การเจริญเติบโตที่ผิดปกติจนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด

มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้หรือไม่

     มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ หากมีการตรวจพบเซลล์ได้ตั้งแต่เซลล์เริ่มมีความผิดปกติ และสามารถรักษาให้หายได้ หากเป็นในระยะเริ่มแรกเพราะมีการดำเนินของโรคแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนั้นยังเป็นอวัยวะที่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ง่ายกว่าอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย ยิ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถให้การตรวจวินิจฉัยได้เร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะเป็นมะเร็ง
ระยะลุกลาม  

ควรเลือกการตรวจหามะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธีใด

     แต่เดิมเมื่อ 60 ปีที่ผ่านมา การตรวจหามะเร็งปากมดลูก จะใช้การตรวจด้วยวิธี แป๊ปสเมียร์ (Pap smear) ซึ่งเป็นการตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติ หรือเซลล์มะเร็ง นั่นคือ เมื่อเป็นมะเร็งแล้วจึงจะมีการตรวจพบ วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัด แต่ภายหลังเมื่อวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ทำให้ทราบว่าวิธีนี้มีข้อจำกัดอีกหลายอย่าง ต่อมาเมื่อประมาณ 5 ปี ที่ผ่านมา มีวิธีการใหม่ในการตรวจหามะเร็งปากมดลูกโดยวิธี ตินเพร็พ (Thin Prep) ซึ่งพัฒนามาจากการตรวจด้วยวิธีแป๊ปสเมียร์แบบเก่า และมีข้อมูลการศึกษาวิจัยจากสถาบันทั่วโลกพบว่า การตรวจด้วยวิธี ตินเพร็พ ให้ความแม่นยำมากขึ้น 20%
     ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีล่าสุด สำหรับการตรวจหาเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกโดยตรงด้วยวิธี พีซีอาร์ (PCR) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ให้ความไวในการตรวจที่สูงถึง 95-99% นั่นคือตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ในระยะแรกๆ ของการติดเชื้อ จากการตรวจหามะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีแป๊ปสเมียร์เพียงอย่างเดียว ในผู้เป็นมะเร็งปากมดลูก 100 คน พบว่าไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกถึง 30-50 คน นั่นแสดงว่าในจำนวนนี้อาจจะถูกละเลย และไม่ได้ทำการรักษามะเร็งปากมดลูกตั่งแต่ในระยะแรกของโรค ซึ่งสามารถรักษาได้ก่อนที่จะเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ดังนั้น ทางสมาคมโรคมะเร็งและองค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้แนะนำให้มีการตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกับการตรวจด้วยวิธีแป๊ปสเมียร์ หรือ ตินเพร็พ เป็นมาตรฐานในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกซึ่งพบว่ามีความแม่นยำมากขึ้นถึง 95-99% 

ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อ HPV

  • สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุ
  • สตรีที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุ 30 ปี ขึ้นไป 
  • ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามแพทย์นัด ในกรณีที่เริ่มพบความผิดปกติ แพทย์อาจนัดให้ไปตรวจถี่ขึ้น ซึ่งผู้หญิงทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญ ของการตรวจคัดกรองหาความผิดปกติที่ปากมดลูกแต่เนิ่นๆ ร่วมกับการให้การดูแลรักษา เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก 

กลับขึ้นด้านบน

neckกระดูกคอเสื่อม

      เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกคอหรือข้อกระดูกต่างๆ ย่อมจะต้องมีการเสื่อมไปตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น อาการที่จะแสดงให้พบมาน้อยในแต่ละคนไม่เท่ากัน ทั้งนี้มีปัจจัยอยู่หลายประการมาประกอบ เช่น ขนาดน้ำหนักตัว, ภารกิจประจำวันต่างๆ , ภาวะอาการหลวมคลอนของข้อกระดูกต่างๆ เป็นต้น กระดูกคอเสื่อมมักจะเป็นหลังจากอายุ 50 ปี และจะเป็นเกือบทุกคนหลังจากอายุ 70 ปี โรคกระดูกคอเสื่อมเป็นสาเหตุของการปวดคอและแขนที่พบบ่อยที่สุด ส่วนใหญ่จะมีอาการเสื่อมของหมอนรองกระดูกร่วมด้วย

มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้กระดูกคอเสื่อมได้เร็วขึ้น

  • ท่าทางที่ไม่ถูกต้่อง หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันในท่าหนึ่งท่าใดนานเกินไป เช่น การนอนหนุนหมอนที่สูงเกินไป นั่งก้มหน้าทำงานทั้งวัน หรือการแหงนคอบ่อยๆ ท่าทางเหล่านี้ทำให้กระดูกคอไม่อยู่ในท่าที่สมดุล 
  • กล้ามเนื้อบริเวณ คอหรือสะบักอ่อนแรง ตึงหรือขาดความทนทานเนื่องจากกล้ามเนื้อที่ช่วยในการเคลื่อนไหวของแขนและสะบักบางมัดไปเกาะ
    บริเวณกระดูกคอ ดังนั้นความผิดปกติของกล้ามเนื้อเหล่านี้จะส่งผลต่อกระดูกคอด้วย
  • อุบัติเหตุที่ทำให้มีการเคลื่อนไหวของคอมาก หรือรวดเร็วกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นฉีกขาดหรือกระดูกคอเคลื่อน ทำให้กระดูกคอมีโอกาสเสื่อมเร็วขึ้น
  • บุคลิกภาพซึมเศร้า ห่อเหี่ยว คอตก ทำให้กระดูกคอไม่อยู่ในท่าที่สมดุล
  • สิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน หรืองานในชีวิตประจำวันไม่เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือต่ำเกินไป

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม

     สามารถทราบได้จากการตรวจร่างกายและซักประวัติการเจ็บป่วย หรือการเกิดอุบัติเหตุโดยแพทย์ และการตรวจเอกซเรย์ดูกระดูกบริเวณคอ หรือ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ : MRI) ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพความผิดปกติได้อย่างชัดเจน

กระดูกคอเสื่อมสามารถรักษาได้หรือไม่

     สามารถรักษาได้ โดยการรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัดโดยแพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัด เมื่อมีการกดทับบริเวณเส้นประสาท หรือเมื่อผ่านการทำกายภาพบำบัดแล้วอาการปวดหรือชาไม่ดีขึ้น

จะป้องกันภาวะกระัดูกต้นคอเสื่อมได้อย่างไร

  • ระวังอิริยาบถหรือท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่ก้มหรือเงยคอนานหรือบ่อยเกินไป ควรหยุดพักเพื่อบริหารกล้ามเนื้อคอ
  • การนอนควรนอนในที่นอนที่แข็งพอสมควร นอนหนุนหมอนที่นุ่มหรือยืดหยุ่นพอที่จะแนบส่วนต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณส่วนโค้งของก้านคอ และหมอนควรมีความหนาพอควร
  • ไม่ควรนอนคว่ำอ่านหนังสือหรือดูทีวี
  • หมั่นออกกำลังกล้ามเนื้อคอทุกๆ วัน ให้บ่อยที่สุดเท่าที่่จะทำได้
  • ลดความเครียดจากชีวิตประจำวัน โดยการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หากมีอาการปวดบริเวณคอ หรือปวดร้าวลงแขน แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี ก่อนที่จะเกิดการเสื่อมจนกดทับเส้นประสาท 

กลับขึ้นด้านบน

ภาษาสมวัย

ภาษาสมวัย

     เป็นที่รู้กันดีว่าช่วงวัยเด็กเล็กถือว่าเป็น ช่วงเวลาทอง (Golden period) ที่ต้องการความใกล้่ชิดและการใส่ใจดูแลจากคุณพ่อคุณแม่มากๆ มากกว่าวัยไหนๆ เป็นช่วงเวลาที่เด็กจะได้เรียนรู้ และสัมผัสความรัก ความอบอุ่นจากคนรอบข้าง เพื่อปูพื้นฐานทางอารมณ์และความคิดที่ดีให้กับเขา มีการศึกษาวิจัยระยะยาวพบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดู ด้วยความรัก มีความผูกพันที่มั่นคงกับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต เด็กผู้นั้นมีแนวโน้มที่จะใฝ่ดี มีความหวังและศรัทธาในชีวิต มีความมานะพยายามพัฒนาตนเองตลอดชีวิต 

พัฒนาการทางภาษาสำคัญอย่างไร

     ภาษาเป็นเครื่ืองมือสำคัญที่มนุษย์ใช้เพื่อการสื่อสาร และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ภาษานั้นประกอบด้วยภาษาท่าทาง การรับรู้และความเข้าใจภาษา แล้วจึงจะมีการแสดงออกของภาษาอย่างมีความหมาย ดังนั้นจะเห็นว่าเรื่องของภาษาเป็นเพัฒนาการที่เกิดจากการเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์ เด็กจะต้องมีการเรียนรู้และตอบสนองซึ่งกันและกันจากผู้เลี้ยงดู ไม่มีเด็กคนใดจะสามารถพูดอย่างมีความหมายได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าต่างจากพัฒนาการของกล้ามเนื้อ ที่พ่อแม่ไม่ต้องสอนเมื่อร่างกายลูกมีความพร้อม เขาก็จะนั่ง คลาน เดิน วิ่ง ได้เอง โดยอัตโนมัติ ด้วยความพร้อมของร่่างกาย   

เด็กมีการเรียนรู้ภาษาได้อย่างไร

     ความสามารถทางภาษาและการพูดของเด็กพัฒนาการเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่ละคนจะช้าหรือเร็วแตกต่างกัน โดยมีปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาได้ดี คือ ปัจจัยทางพันธุกรรม วุฒิภาวะ การเรียนรู้ และสิ่งแวดล้อม
     ความเข้าใจภาษา หรือคำศัพท์ เกิดจากประสบการณ์โดยตรงของเด็ก ซึ่งเด็กเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัส ได้แก่ การได้ยิน การมองเห็น การสัมผัสจับต้อง การดมกลิ่น และการรับรส จากนั้นจึงรู้จักเชื่อมโยงเสียงที่ได้ยินกับสิ่งที่เด็กมองเห็น เกิดความเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนี้คืออะไร บุคคลนี้คือใคร กิริยาอาการต่างๆ นี้คืออะไร ทำให้เกิดความเข้าใจและรู้ความหมายของคำพูด และพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ เพิ่มขึ้นตามวัย
     การแสดงออกทางภาษา หมายถึง ความสามารถของเด็กในการพูด การแสดงท่าทางเพื่อใช้ในการสื่อความหมาย ซึ่งได้จากการสะสมประสบการณ์และการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยพัฒนาขึ้นจากการเลียนแบบ เลียนเสียงที่ได้ยิน เชื่อมโยงกับความเข้าใจในคำที่รู้จักซ้ำๆ เด็กจึงจะเกิดความจำ และพูดอย่างถูกความหมายได้
     จะเห็นว่าการเรียนรู้ภาษาต้องเป็นการสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่าย  ทำให้เกิดการเชื่อมโยงความเข้าใจ และแสดงออกมาทั้งภาษาท่าทาง และภาษาคำพูด ดังนั้น การติดโทรทัศน์ หรือ VCDการ์ตูน ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างโทรทัศน์และผู้ดู จะทำให้เด็กมีแต่การรับรู้ทางสายตาและการได้ยิน แต่ขาดการเชื่อมโยงภาษา เด็กคนนั้นจะมีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้าและไม่สมวัยได้คือ พูดได้แต่ไม่สื่อความหมาย

ระดับการเรียนรู้ภาษา

อายุ 1-2 ปี

  • รู้จักคำง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นม ช้อน โต๊ะ เก้าอี้ รถ
  • รู้จักคนในครอบครัว รู้จักอวัยวะในร่างกาย
  • รู้จักชื่อสัตว์เลี้ยงในบ้าน
  • รู้จักขอ และทำตามคำสั่งง่าย ๆ
    อายุ 2 ปี
  • รู้จักคำศัพท์มากขึ้นถึง 50-75 คำ
  • เข้าใจความหมายที่พ่อแม่พูดมากกว่า 200 คำ
  • เข้าใจและพูดประโยคง่ายๆ 2 คำติด เช่น กินน้ำ เดินเล่น
    อายุ 3 ปี
  • รู้จักคำศัพท์อย่างน้อย 200-300 คำ
  • สามารถเพิ่มเติมคำศัพท์ได้มากถึงวันละ 10 คำ
  • สามารถตอบโต้คำถามง่ายๆ เช่น ทำอะไร แม่ไปไหน
  • รู้จัก ชื่อ เพศ ตนเอง

พ่อแม่ช่วยได้อย่างไร

  • มีท่าทางที่เป็นธรรมชาติ เวลาคุยกับลูก ลูกจะรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย อยากเรียนรู้จากพ่อแม่
  • ทำตัวให้สนุกสนานเวลาคุย พ่อแม่ควรใช้เสียงสูงๆ ต่ำๆ เพื่อให้รู้สึกอยากโต้ตอบ อยากมี
    ปฏิสัมพันธ์ทางภาษากับพ่อแม่ ลูกจะได้ไม่ไปติดทีวี หรือ VDO ที่มีความสนุกสนานทั้งภาพและเสียง
  • ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ให้ลูก เช่น ชวนเปิดดูหนังสือภาพ จัดของเล่นที่เหมาะสมกับวัยให้ลูก พาลูกไปที่หลากหลายเพื่อเพิ่มเติมประสบการณ์คำศัพท์
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ภาษาแสดงออกถึงสิ่งที่ต้องการ พ่อแม่ไม่ควรทำตัวเป็นผู้รู้ใจลูกมากเกินไป เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดได้ลองทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง

    จะเห็นได้ว่าเรื่องของภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารระหว่างกันของมนุษย์ เด็กทุกคนจำเป็นต้องได้รับการเตรียมพร้อมทางภาษาก่อนไปศูนย์เด็กเล็ก (Nursery) หรือโรงเรียน ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นว่า ลูกของเรามีพัฒนาการทางภาษาที่ไม่สมวัย ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษาอย่างทันท่วงที

กลับขึ้นด้านบน