วารสารสินแพทย์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2554

มาตรฐาน HA
 

            โรงพยาบาลสินแพทย์ ได้รับรองคุณภาพมาตรฐาน HA ครั้งที่ 1 เมื่อแี 2551 ในปีนี้เป็นปีที่ครบรอบกำหนดการรับรอง ดังนั้น เมื่อวันที่ 12-13 มกราคม 2554 ทางสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. จึงได้ส่งทีมเข้ามาตรวจสอบ หรือเยี่ยมสำรวจกระบวนการคุณภาพของโรงพยาบาลสินแพทย์อีกครั้ง ซึ่งก็ได้ผ่านการรับรองเป็นครั้งที่ 5 โดย นายแพทย์เฉลิมพล นุกูลกิจ รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสินแพทย์ เป็นตัวแทนเข้ารับมอบประกาศนียบัตร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554

            นายแพทย์เฉลิมพล ได้กล่าวย้ำถึงสิ่งที่เป็นแรงจูงใจ หรือผลักดันให้โรงพยาบาลสินแพทย์พัฒนาคุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาลจนประสบความสำเร็จ และมีการพัฒนาโรงพยาบาลมาโดยตลอดนั้น เกิดเนื่องจากความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โรงพยาบาลจึงต้องมีการพัฒนาตัวเองให้ตอบสนองในสิ่งที่ผู้ใช้บรการต้องการ

            ดังนั้นความสำเร็จที่โรงพยาบาลสินแพทย์ได้รับมาโดยตลอดนั้น ทางโรงพยาบาลก็ต้องขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ ตลอดจนสังคมและองค์กรต่างๆ ที่ร่วมมือกัน กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อให้โรงพยาบาลมีมาตรฐานการรักษาที่ดี

  ผลจากการเยี่ยมสำรวจในครั้งนี้ พบว่า...
         - โรงพยาบาลสินแพทย์ มีการปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ที่เพิ่มความปลอดภัยสะดวกสบาย มีบรรยายกาศที่อบอุ่น พร้อมมุมให้ความรู้ด้านสุภาพ
         - โรงพยาบาลเห็นความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วย อาทิ การดูแลทารกแรกเกิดในกลุ่มเสี่ยง การพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ การดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute MI) การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหรือสมองขาดเลือด (Stroke) เป็นต้น

         โรงพยาบาลสินแพทย์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในปี 2554 รพ.สินแพทย์ จะขยายพื้นที่การให้บริการผู้ป่วยเด็ก ไปอาคารใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแล ตรวจและรักษาเบ็ดเสร็จในที่เดียว ไม่ต้องถูกส่งต่อไปหลายแห่ง โดยจัดให้มีแพทย์เฉพาะทางทุกสาขา พร้อมห้องตรวจเอ็กซเรย์ และห้องพักผู้ป่วยใน สำหรับผู้ป่วยเด็กโดยเฉพาะ
     เพราะเราเข้าใจถึงความต้องการการดูแลที่แตกต่าง โดยเฉพาะกับเด็กซึ่งเป็นศูนย์รวมของความรักของทุกครอบครัว

กลับขึ้นด้านบน


สมองขาดเลือด Stroke

ภาวะสมองขาดเลือด จะพบอาการเด่นๆ 3 อย่างดังนี้
         1.แขนขาอ่อน
         2.พูดไม่ชัด
         3.ปากเบี้ยว / มุมปากตก
     หลังเกิดอาการหากมาพบแพทย์ได้เร็ว ภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง จะช่วยลดความสูญเสีย และความเสี่ยงในการเป็นอัมพาตได้มาก...

Q : สมองขาดเลือด คืออะไร
A : คือ ภาวะที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เกิดการตีบตันทำให้เนื้อสมองบริเวณนั้นขาดออกซิเจน และสารอาหารที่จำเป็นทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว เป็นต้น
         ในระยะแรกที่สมองขาดเลือด จะยังไม่เกิดสมองตายในบริเวณนั้นทันที ในระยะนี้หากได้รับการตรวจวินิจฉัยได้เร็ว จะสามารถให้การรักษา เพื่อให้เลือดมีโอกาสกลับมาเลี้ยงสมองได้เกือบปกติ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน โอกาสที่จะทำให้สมองกลับมาทำงานำได้ตามปกติก็จะยิ่งลดลง
        ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด มีหลายประการ ได้แก่
        ° ความดันโลหิตสูง
        ° เบาหวาน
        ° ไขมันในเลือดสูง
        ° สูบบุหรี่
        ° อ้วน
        ° โรคหัวใจบางชนิด เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ

Q : อาการแบบใดที่น่าสงสัยว่า เกิดภาวะสมองขาดเลือด
A : เนื่องจากสมองมนุษย์ มีหน้าที่ควบคุมการทำงานหลายด้าน ดังนั้น อาการของภาวะสมองขาดเลือดจึงขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิด แต่มีอาการที่เราสามารถสังเกตได้ง่ายๆ และควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว คือ อาการแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชา ปากเบี้ยว เวียนศีรษะรุนแรง พูดไม่ชัด มีความผิดปกติในการสื่อสาร เช่น ไม่สามารถพูดได้ตามปกติ ฟังไม่เข้าใจ หรือในรายที่มีอาการมาก อาจมีอาการชักหรือหมดสติ

Q : โรคสมองขาดเลือด มีวิธีการรักษาอย่างไร
A : แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจสแกนสมอง (CT-Scan) เพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยแยกสาเหตุอื่นที่ทำให้มีอาการคล้ายกันได้ เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมอง เป็นต้น หากตรวจพบว่ามีภาวะสมองขาดเลือด และคนไข้มาถึงโรงพยาบาลในช่วงเวลาที่สมองยังมีโอกาสฟื้นตัวได้จากยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ (หรือภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่งหลังเกิดอาการ) แพทย์อาจพิจารณารีบให้ยาดังกล่าว
        แต่อย่างไรก็ตามแม้จะมาถึงโรงพยาบาลหลังจากเวลานั้นแล้ว ก็ยังมีการรักษาอื่นๆ ที่ช่วยไม่ให้เนื่อสมองเสียหายมากขึ้น เช่น ให้ยาต้านเกร็ดเลือด
        การรักษาโดยการผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่เกิดภาวะสมองบวมร่วมด้วย หรือมีเลือดออกและคั่งในสมอง
        การทำกายภาพบำบัด จะช่วยให้แขนขามีการทำงานได้ดีขึ้น และกล้ามเนื้อไม่ฝ่อลีบ
        การรักษาในระยะยาว แพทย์จะให้การรักษาเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองขาดเลือด

****สิ่งสำคัญ คือ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองขาดเลือด ควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงก่อนเกิดโรค เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากถ้ามีอาการของโรคแล้ว แม้ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ความสามารถในการฟื้นตัวของสมองก็มักไม่กลับมาอยู่ในภาวะปกติ

****ทุกวินาทีมีค่า ต้องรีบรักษา อย่าเสียเวลากับการเดินทางที่ไม่อาจคาดเดาได้****

กลับขึ้นด้านบน

มะเร็งเต้านม

          มะเร็งเต้านม...ในสตรีไทย พบมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก จากสถิติของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติในปี พ.ศ.2545 พบว่าสตรีไทยเป็นมะเร็งเต้านมปีละ 5,282 คน เสียชีวิตจากโรงมะเร็งเต้านม 1,980 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 37 พบได้ทั้งในคนโสด หรือคนที่แต่งงานแล้ว ประมาณร้อยละ 5-10 มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม
         สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จะพบมากขึ้นในสตรีที่มีอายุมากขึ้น โดยช่วงอายุที่พบเป็นมากที่สุด คือ 40-50 ปี และมีโอกาสพบเป็นมากขึ้น หากมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้
° มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งเต้านม เช่น มารดา พี่สาว หรือน้องสาว
° มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายู 12 ปี หรือประจำเดือนหมดช้ากว่าอายุ 55 ปี
° สตรีที่ไม่เคยมีลูกเลย หรือมีลูกเมื่ออายุมากว่า 35 ปี
° สตรีที่ได้รับฮอร์โมนเพศเสริมในวัยทอง
° สตรีที่เคยได้รับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก
° สตรีที่อ้วน ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันสัตว์

อาการของมะเร็งเต้านม
          ในระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการผิดปกติ ไม่มีอาการปวดเต้านม ถ้าก้อนมะเร็งโตพอสมควร อาจจะคลำพบก้อนได้ บางรายมีการเปลี่ยนแปลงของขนาดของเต้านม เช่น เล็กลง บวมโตขึ้น หรือผิดรูป ลักษณะของหัวนมบุ๋มเข้าด้านใน เป็นแผลเรื้อรังที่เต้านมไม่หาย มีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลซึมจากหัวนม เต้านมยุบบุ๋มเข้าไป หรือผิวเต้านมขรุขระ คล้ายผิวส้ม คลำได้ก้อนบริเวณรักแร้ หรือแ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า

การตรวจหามะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรก
         สตรีทุกคนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงสูง ควรตรวจคัดกรองหามะเร็งเต้านมโดย

  1.ตรวจเต้านมด้วยตนเอง ในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ 7 วันหลังจากที่มีประจำเดือน ตรวจเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง ในคนที่เคยตรวจเป็นประตำ จะคุ้นเคย และสามารถค้นพบสิ่งผิดปกติได้ง่าย
  2.ตรวจเต้านมโดยแพทย์
  3.ตรวจเอ็กซเรย์เต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจหามะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรก ที่ยอมรับเป็นมาตรฐาน ตรวจพบได้ตั้งแต่ก่อนที่จะคลำพบก้อน ใช้สำหรับเพื่อการตรวจเต้านมโดยเฉพาะ ใช้ปริมาณรังสีเพียงเล็กน้อย ยิ่งใช้ร่วมกับการตรวจอัลตราซาวด์ หรือตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง จะช่วยให้การตรวจมีความแม่นยำมากขึ้น ได้ข้อมูลที่ละเอียดมากว่าก้อนที่พบนั้นเป็นลักษณะของถุงน้ำ หรือก้อนเนื้อ

        การตรวจเต้านมด้วยตนเอง เพิ่มโอกาสในการค้นพบมะเร็งได้ดี แต่อาจไม่เพียงพอ...ดังนั้นตลอดปี 2554 เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค รพ.สินแพทย์ จึงกำหนดให้เป็นปีแห่งการรณรงค์ลดมะเร็งเต้านม สำหรับสุภาพสตรีที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่มาใช้บริการตรวจรักษาที่  รพ.สินแพทย์

กลับขึ้นด้านบน

โรคมะเร็งท่อน้ำดี

        ดรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดบริเวณท่อน้ำดี ซึ่งเป็นอวัยวะที่นำน้ำดีจากตับไปยังลำไส้เล็ก โรคนี้พบได้น้อยในคนตะวันตก แต่สำหรับในประเทศไทย พบอุบัติการณืสูงที่สุดในโลก

       ลักษณะอาการเด่นๆ ของโรคมะเร็งท่อน้ำดี คือ
° ปวดท้อง โดยเฉพาะที่ชายโครงด้านขวา และอาจมีอาการปวดร้าวไปที่ไหล่หรือหลัง
° มีภาวะตัวเหลือง-ตาเหลือง หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน
° น้ำหนักลด เบื่ออาหาร
° ตรวจเลือดพบระดับค่าเอนไซม์การทำงานของตับปกติ
° ตรวจร่างกายโดยการคลำ พบมีตับโต
° มักมีอาการคันตามร่างกาย และอุจจาระมีสีซีด

      โรคมะเร็งทุกชนิดหากตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะสามารถรักษาได้ แต่หากพบในระยะท้าย หรือระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนเนื้อหรือเนื้อมะเร็งออกได้หมดแล้ว อาจต้องใช้การรักษาแบบประคับประคอง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

      การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งชนิดนี้ จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือตรวจที่มีประสิทธิภาพ และโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย
° ตรวจอวัยวะภายในหรือตับด้วยการอัลตราซาวด์
° ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT-scan)
° ตรวจด้วยการส่องกล้องและฉีดสีดูภาพท่อน้ำดีและตับอ่อน (ERCR:Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography)การตรวจด้วยวิธีนี้นอกจากจะเห็นลักษณะของท่อน้ำดีแล้ว ยังสามารถทำการตัดชิ้นเนื้อที่พบว่าผิดปกติมาตรวจเพิ่มเติมได้ว่าใช่เซลล์มะเร็งหรือไม่ หรือใส่ท่อ Stent เพื่อขยายท่อน้ำดีที่ตีบแคบได้
° ตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าดูท่อน้ำดีและตับอ่อน (MRCP:Magnetic Resonance Cholangiopancretography) การตรวจด้วยวิธีนี้มีข้อดี คือ จะช่วยให้เห็นขอบเขตหรือขนาดของเนื้องอกท่อน้ำดีได้อย่างชัดเจน และการตรวจแบบนี้ผู้ถูกตรวจไม่ต้องเจ็บตัวจากการถูกใส่สายใดๆ เข้าไปในร่างกาย

      วิธีการป้องกันโรคมะเร็งท่อน้ำดี คือ รับวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ป้องกันตนเองจากการติดพยาธิใบไม้ในตับ โดยการไม่รับประทานอาหารที่สุกๆ ดิบๆ หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและสูบบุหรี่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นโรคตับเรื้อรัง หรือมีอาการแสดงของโรคท่อน้ำดี ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะของแพทย์อย่างเคร่งครัด และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามนัด เพื่อตรวจติดตามการดำเนินของโรคอย่างต่อเนื่อง

กลับขึ้นด้านบน

แผลในกระเพาะอาหาร์

       ศูนย์โรคปวดท้อง รพ.สินแพทย์ นอกจากจะมีเทคโนโลยีตรวจและรักษาโรคปวดท้องหลากหลายวิธีแล้ว ปัจจุบันยังเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจโรคแผลในกระเพาะอาหารแบบไม่ส่องกล้อง ซึ่งเป็นมาตรฐานการตรวจที่ดีที่สุด ได้รับการยอมรับจากสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ด้วยวิธีการเป่าลมหายใจและวัหาระดับยูเรีย (Urea Breath Test)

        การตรวจวิธีนี้เป็นการตรวจหาเชื้อเอช.ไพโลไร (H.pylori) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นต้นเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้เป็นการตรวจทไม่ยุ่งยาก เพียงให้ผู้ป่วยกินยูเรียแคปซูล (Urea Capsule) ซึ่งมีลักษณะคล้ายยาเม็ด หากในกระเพาะอาหารของผู้ป่วยมีเชื้อ H.pylori เชื้อนี้จะมีการผลิตเอนไซน์ ยูรีเอส (Enzyme urease) ไปเปลี่ยนยูเรียให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซแอมโมเนีย (NH3) โดยก๊าซจะถูกขับออกมาทางลมหายใจ หลังจากกินยายูเรียแคปซูล ประมาณ 20 นาที แล้วเป่าลมหายใจใส่ถุงบรรจุก๊าซ เพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เครื่องจะแปลผลเป็นบวกหรือลบ เพื่อให้แพทย์ใช้วางแผนในการรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        โรคกระเพาะ หรือโรคแผลในกระเพาะอาหาร หมายถึงโรคแผลที่เกิดบนเยื่อบุกระเพาะอาหารและสำไส้เล็กส่วนต้น หรือเรียกว่า โรคแผลเป็บติก (Peptic Ulcer) สาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่สำคัญ คือ มีการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า เอช.ไพโลไร (H.pylori : Helicobacter pylori) เชื้อนี้ทำให้กระเพาะอาหารมีการหลังกรดมากกว่าปกติ จนทำลายผนังเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้จนทำให้เป็นแผล
       โรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดท้องบริเวณยอดอก หรือใต้ลิ้นปี่ ปวดๆ หายๆ จำเป็นต้องไ้ด้รับการรักษา โดยรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาโรคให้หายขาด ผู้ที่เป็นโรคนี้ไม่ควรหยุดกินยาเองแม้อาการปวดท้องจะดีขึ้นแล้ว เพราะส่วนใหญ่แผลจะยังหายสนิท และสิ่งสำคัญควรมีการตรวจเพื่อยืนยันว่ามีเชื้อเอช.ไพโลไร ในกระเพาะอาหารและลำไส้หรือไม่ เพราะเชื้อนี้นอกจากจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้แล้วยังเป็นสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย

กลับขึ้นด้านบน

การประชุมมัสยิดในอาเซี่ยนกับการพัฒนาสังคมแบบยั่งยืน





กลับขึ้นด้านบน

ภารกิจพิชิตโลก

        การสนับสนุนในครั้งนี้ได้ให้บริการตรวจสุขภาพกับเหล่าดาราซึ่งนำโดย คุณนีโน่ เมทนี บูรณะศิริ ก่อนที่จะออกเดินทางจากประเทศไทยสู่ทวีปออสเตรีย ซึ่งทุกคนผ่านการตรวจร่างกาย เพื่อเตรียมคสามพร้อมก่อนไปปฏิบัติภารกิจกันเป็นอย่างดี

° ตรวจร่างกาย และแนะนำการดูแลสุขภาพโดย นพ.สุจินต์ ชวิลรานุรักษ์ อายุรแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาตร์โรคไต
° ตรวจสมรรถภาพระบบทางเดินหายใจ โดยการเป่าปอด (Pulmonary Function Test)
° ตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Densitometry)
° ตรวจสมรรถภาพของหัวใจ ด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) ที่ควบคุมและดูแลให้คำแนะนำโดย อาจารย์สิทธา พงษ์พิบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและปอด
° ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนเป็นภาพหัวใจ (Echocardiogram) โดย นพ.สุกิจ สมานไทย อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ



...ในระหว่างปฏิบัติภารกิจนั้น ได้ส่งทีมมาปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ โดยตรงจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของ รพ.สินแพทย์ ซึ่งก็ได้ให้คำแนะนำเพื่อดูแลสุขภาพในเบื้องต้น จนสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างปลอดภัย
...สามารถติดตามชมรายการ The Adventure ภารกิจพิชิตโลก พร้อมรับฟังสาระเพื่อการดูแลสุขภาพดีดี จากแพทย์ของ รพ.สินแพทย์ ได้ทาง ไทยทีวีสี ช่อง 3 ทุกวันเสาร์ เวลา 23.00 น.

กลับขึ้นด้านบน