วารสารสินแพทย์ ปีที่5 ฉบับที่3 กันยายน-ธันวาคม 2552

วารสารสินแพทย์ฉบับที่16

ศูนย์โรคปวดท้อง ปวดหัว

          นพ.ศิริพงศ์ เหลืองวารินกุล ผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลสินแพทย์ ระบุว่าปวดท้องเป็นอาการที่พบ
ได้บ่อยในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย ซึ่งอาการปวดท้องแต่ละครั้งอาจมีสาเหตุและอันตรายที่แตกต่างกันออกไป
อาทิ โรคกระเพาะอาหาร ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้อักเสบ มะเร็งฯลฯ ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลสินแพทย์ จึงได้เปิด
ศูนย์โรคปวดท้อง โดยได้ร่วมมือกับ บริษัท โอลิมปัส(ประเทศไทย) จำกัด
          สำหรับเทคโนโลยีที่ โรงพยาบาลสินแพทย์นำมาใช้ในศูนย์โรคปวดท้องมีหลายประเภท อาทิ การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการตรวจที่นำมาใช้ทดแทนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ โดยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง(CT-64 Slices)จะสแกนภาพภายในช่องท้องแล้วประมวลภาพเสมือนจริงแบบ 3มิติ ของลำไส้ใหญ่ ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยไม่ต้องให้่ยานอนหลับ ไม่เจ็บตัว มีความรวดเร็วช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติของส่วนอื่นๆ ในช่องท้องได้จากการตรวจครั้งเดียว ผู้ป่วยจึงกลับบ้านภายหลังการตรวจเสร็จได้โดยไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล
          นอกจากนี้ ยังมีการตรวจอวัยวะภายในช่องท้องด้วยเครื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI เป็นการตรวจหาก้อนเนื้องอกและมะเร็งในตับ ตับอ่อน และภายในช่องท้อง หรือหาความผิดปกติของเส้นเลือดในช่องท้อง หลอดเลือดไตและหลอดเลือดที่เลี้ยงสำไส้ได้ โดยการตรวจด้วย MRI นั้นจะให้ภาพอวัยวะภายในช่องท้อง เช่น ตับ ตับอ่อน ไตและม้ามได้ละเอียดและชัดเจน สามารถมองเห็นขนาดของอวัยวะและความผิดปกติ เช่น ก้อนมะเร็ง ในอวัยวะนั้นๆ ได้อีกทั้งยังเป็นการตรวจที่ไม่ใช้รังสี จึงทำให้ผู้ตรวจไม่ได้รับผลข้างเคียง
          การรตรวจระบบทางเดินอาหารด้วยกล้องแคปซูล เป็นนวัตกรรมล่าสุดที่ โรงพยาบาลสินแพทย์ นำมาใช้ใน
การวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งกล้องชนิดนี้ สามารถตรวจได้ถึงส่วนที่ลึกที่สุดของลำไส้เล็กในจุดที่
การส่องกล้องโดยทั่วไปเข้าไม่ถึง ส่งผลให้การตรวจมีความละเอียด ถูกต้อง แม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจระบบทางเดินน้ำดี ถุงน้ำดี และตับอ่อน ด้วยเครื่องตรวจสนามแม่เหล็กไฟฟ้าตรวจและ
รักษาโรคระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อนโดยการส่องกล้อง รวมทั้งการใช้เลเซอร์เพื่อรักษาภาวะเลือดออกจาก
กระเพาะอาหารอีกด้วย
          ทั้งนี้ การนำเครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิธิภาพมารองรับศูนย์โรคปวดท้องในครั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้ป่วย
ได้รับการตรวจอย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้โรคภัยไข้เจ็บเข้ามาคุกคามชีวิตได้
โดย ศูนย์โรคปวดท้องโรงพยาบาลสินแพทย์ จะสามารถเปิดให้บริการได้ใน เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป            

         กลับขึ้นด้านบน

อัตราซาวด์ตับliver

ตับ เป็นอวัยวะที่สำคัญทำหน้าที่กำจัดของเสียสารพิษ และเชื้อโรคต่างๆ ในร่างกาย ดังนั้นหากตับไม่สามารถ
ทำหน้าที่ได้ตามปกติ จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้มากมาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง ดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่ตรวจเลือด พบเชื้อหรือเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือ ซี จะมีการอักเสบของตับเรื้อรัง จนตับ
    ถูกทำลายเกิดภาวะตับแข็ง ในคนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้สูงกว่าคนปกติถึง 250เท่า
  • ผู้ที่เคยตรวจพบมีไขมันแทรกที่ตับ มักไม่มีอาการแสดง แต่จะตรวจพบเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ จนก่อ
    ให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และทำให้เกิดภาวะตับแข็งได้ มักพบในผู้ที่มีอายุระหว่าง 40-60ปี
    มีรูปร่างอ้วน ภาวะไขมันแทรกที่ตับ
  • ผู้ที่ตรวจพบมีค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ
  • ผู้ที่ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ แอลกอฮอล์จากเหล้าจะถูกเปลี่ยนเป็นสารพิษ
    Acetaldehyde มีฤทธิ์ทำลายตับและเป็นสารก่อมะเร็ง

ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ และมีกำลังสำรองมาก ผู้ป่วยโรคตับในระยะแรกจึงไม่มีอาการผิดปกติอะไร
เพราะตับยังคงทำงานได้เกือบปกติ ซึ่งจะพบมีอาการเมื่อเป็นรุนแรงหรือเกิดภาวะตับแข็ง หรือ กลายเป็น
มะเร็งและมีขนาดใหญ่มากแล้ว จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน เพราะเมื่อตรวจ
พบก็สายเกินไป เนื่องจากมะเร็งมีขนาดใหญ่ และลุกลามไปมาก แต่หากตรวจพบได้ในระยะเริ่มต้นจะสามารถ
รักษาได้

ปัจจุบัน ในทางการแพทย์ ใช้การตรวจอัลตราซาว์ดช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen)
ตรวจหาความผิดปกติของก้อนที่ตับ ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่สะดวก ปลอดภัย และไม่เจ็บ ช่วยให้แพทย์สามารถ
วินิจฉัยเนื้องอก มะเร็งตับ และภาวะตับแข็งได้ดีมาก ดังนั้นในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ียงสูงจึงควรได้รับการตรวจ
อัลตราซาว์ดช่องท้องส่วนบนเพื่อตรวจตับเป็นระยะทุกๆ 6เดือน

โรงพยาบาลสินแพทย์ ให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองมะเร็งตับ
ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ1 ในประเทศไทย และพบในผู้ชายมากกว่า ผู้หญิง ถึง 2เท่า
          จึงได้จัดทำชุดคูปอง ตรวจอัลตราซาว์ดช่องท้องส่วนบน เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของตับและอวัยวะ
ในช่องท้องส่วนบนอย่างต่อเนื่อง ในราคา 3,000 บาท(ตรรวจได้ 4ครั้ง ในระยะเวลา 20เดือน)
หมายเหตุ: โรงพยาบาลขอสงวนสิทธิ์ ในการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการ โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

กลับขึ้นด้านบน

หนูไม่อยากฟันผุฝ้า

คงไม่มีคุณพ่อ คุณแม่ท่านใดอยากให้บุตรหลานของท่านมีฟันผุ หรือ มีโรคในช่องปากเกิดขึ้นเพราะการพบ
คราบสกปรกๆ ในปาก หรือ พบฟันผุ นั้นเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับเด็กๆ เสมอเพราะมันจะนำมาซึ่งอาการ
ปวด ทำให้รับประทานอาหารไมไ่ด้ และทำให้เกิดอาการบวมในช่องปาก และติดเชื้อสู่อวัยวะภายนอกช่องปาก
ได้ อันตรายจากโรคฟันผุ หรือโรคในช่องปากนั้นยังสามารถทำให้เด็กที่ภูมิต้านทานของร่างกายยังไม่ดีนัก
อาจต้องมานอนรักษาในโรงพยาบาลได้ ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เด็กๆ มีฟันผุ หรือโรคในช่องปากอื่นๆ ได้
ย่อมดีกว่าการมาแก้ไข หรือมารักษาแล้วจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้หนูๆ เกิดโรคฟันผุ
ทพญ.ธนพร

ตรวจสุขภาพช่องปาก และรับคำแนะนำ... จากทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
เด็กควรมาตรวจฟันครั้งแรก ช่วงอายุประมาณ 1ขวบถึงขวบครึ่ง และควรตรวจสุขภาพช่องปากทุกๆ 3-6เดือน โดยในการตรวจครั้งแรกของทันตแพทย์นั้นจะตรวจดูฟันและอวัยวะในช่องปากว่าผิดปกติ หรือไม่ สุขภาพอนามัยดีหรือไม่อย่างไร ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุ เพื่อรับทันตกรรมป้องกันต่อไป ส่วนหลังจากนั้นทุกๆ 3-6เดือน ทันตแพทย์จะคอยตรวจ และประเมินดูรอยผุหรืออนามัยช่องปากเป็นระยะก่อนที่โรคฟันผุจะเกิดขึ้นได้

ฟูลออไรด์ คำว่า "ฟูลออไรด์" คงคุ้นหูกันดีสำหรับหลายๆ คน ฟูลออไรด์เป็นสารที่ได้รับการยอมรับว่าป้องกันฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในฟันน้ำนมและฟันแท้ ฟูลออไรด์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบทั้งแบบรับประทานและแบบใช้เฉพาะที่ เช่น ผสมในยาสีฟัน ในน้ำยาบ้วนปาก หรือ การใช้ฟูลออกไรด์เข้มข้นเคลือบให้โดยทันตแพทย์ ข้อดี ของฟูลออไรด์นั้นเป็นที่ทราบกันอยู่ แต่ฟูลออไรด์เองก็มีข้อพึงระวังในการใช้เช่นกันโดยเฉพาะรูปแบบที่รับประทาน หรือยาสีฟันที่ซื้อไปใช้เองที่บ้านดังนั้นก่อนจะมีการใช้ฟูลออไรด์ในรูปแบบใดๆ กับเด็กควรจะปรึกษาทันตแพทย์เพื่อตรวจและประเมินความเสี่ยงของโรคฟันผุเสียก่อน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ก่อให้เกิดโทษ

เคลือบหลุมร่องฟัน การเคลือบหลุมร่องฟัน เป็นวิธีที่ทันตแพทย์ นำสารเคลือบซึ่งเป็นเรซิ่นไปเคลือบปิดบน
ด้านของฟันที่มีหลุมและร่องฟันเป็นเส้นเล็กๆ ลึกๆ ที่ยากต่อการทำความสะอาดด้วยขนแปรงสีฟัน ซึ่งเป็นจุด
ที่ง่ายต่อการเกิดฟันผุ ดังนั้นการเคลือบหลุมร่องฟันจึงเป็นเหมือนการห่อหุ้มป้องกันจุดอ่อนของฟันเอาไว้อีก
ชั้นหนึ่ง
          การเคลือบหลุ่มร่องฟันมักทำในฟันกรามถาวร ที่เริ่มขึ้นในช่วงอายุ 6-7ปี เพราะฟันจะขึ้นต่อท้ายฟันกราม
น้ำนม อยู่เป็นซี่สุดท้ายที่ลึกที่สุดและทำความสะอาดได้ยาก ทันตแพทย์จึงแนะนำให้เคลือบปิดด้านบดเคี้ยว
ของฟันกรามแท้ซี่นี้เสียก่อนที่ฟันจะผุเพราะฟันซี่นี้ต้องใช้ไปตลอดชีวิต และค่าใช้จ่ายในการเคลือบหลุมร่องฟัน
นั้นถูกกว่าการอุดฟัน และทำได้ง่ายไม่ต้องกรอเนื้อฟันให้เสียไปเหมือนการอุดฟันด้วย
          ส่วนการเคลือบหลุมร่องฟันกรามน้ำนมนั้น ควรพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยเฉพาะในเด็กที่มีอนามัยช่องปาก
ไม่ไดี, มีฟันผุซี่ออื่นด้วย, มีหลุมร่องฟันลึกๆ หรือเริ่มจะผุ ก็ควรพิจารณาเคลือบหลุมร่องฟันเสียก่อนที่ฟันจะผุ

การดูแลสุขภาพอนามัยช่องปากให้เด็ก ทันตแพทย์เด็กจะให้คำแนะนำคุณพ่อ คุณแม่ในการดูแลอนามัยใน
ช่องปากให้แก่เด็กตามความเหมาะสมของวัย เช่น

  • การเช็ดทำความสะอาดในเด็กเล็ก
  • การแปรงฟันให้แก่เด็กอายุ 1ปีขึ้นไป
  • การใช้ไหมขัดฟันร่วมกับการแปรงฟันในเด็กวัย 3ขวบปีขึ้นไป รวมทั้งการใช้ยาสีฟันในปริมาณตามที่
    ทันตแพทย์แนะนำเพื่อป้องกันผลเสียที่จะเกิดจากการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป
  • การดูแลทำความสะอาดช่องปากสำหรับเด็ก ควรอยู่ใน ความรับผิดชอบของคุณพ่อ คุณแม่ไปจนกระทั่งเด็กอายุ 7ปี และควรสอนให้เด็กดูแลตัวเองเมื่อทำได้แล้วจึงจะปล่อยให้แปรงฟันเอง แต่ผู้ปกครองควร
    กำกับดูแลไปจนกว่าเด็กจะสามารถแปรงฟัน และดูแลตัวเองได้ดีโดยลำัพัง

          เพียง 4ประการข้างต้นถ้าคุณพ่อ คุณแม่สามารถทำได้บุตรหลานของท่านก็จะปลอดภัยจากโรคฟันผุ และ
โรคในช่องปากได้ หากยังมีปัญหาอื่นๆ หรือข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับโรคฟัน หรือการดูแลทันตสุขภาพ
ทันตแพทย์เฉพาะทางทันตกรรมเด็กของโรงพยาบาลสินแพทย์ ยินดีให้คำตอบและตรวจรักษาบุตรหลานของ
ท่านเสมอคะ

กลับขึ้นด้านบน

ภาวะน้ำคั่งสมองฝ้า

นพ.วศิน เอาแสงดีกุล mri ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมระบบประสาท
กล่าวว่า ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง เกิดจากการที่สมองมีน้ำหล่อเลี้ยงสะสมอยู่ภายในมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการผิดปกติ คล้ายความจำเสื่อม พูดจาสับสน พูดไม่ได้ประโยค หรือไมไ่ด้ใจความ ร่วมกับมีปัญหาเรื่องการเดิน เช่น เดินไม่ตรง เดินช้า ยกเท้าออกจากพื้นช้า เดินลากเท้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะร่วมด้วย

โรคน้ำคั่งในโพรงสมอง เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้เองโดยไม่มีสาเหตุ หรือ เกิดขึ้นตามหลังสาเหตุอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยเส้นเลือดสมองโป่งพอง และเกิดการแตก มีเลือดคั่งในโพรงสมอง มีเส้นเลือดสมองตีบ จนเกิดอาการคล้ายเป็นอัมพฤกษ์ จึงเริ่มพบภาวะน้ำคั่งในโพรงสมองตามมา หรือ เกิดภายหลังจากประสบอุบัติเหตุ ทางสมองอย่างรุนแรง ซึ่งสามารถพบในผู้ป่วยอายุน้อยได้ หรือ เกิดภายหลังจากการเป็นเนื้องอกของสมอง แล้วรับการผ่าตัดซึ่งทำให้เกิดน้ำคั่งในโพรงสมองตามมาได้ หากผู้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที จะสามารถช่วยให้ผู้ป่วยหายกลับมาเป็นปกติได้

วิธีการรักษา แพทย์จะทำการเจาะและใส่อุปกรณ์ถาวรเพื่อระบายน้ำที่คั่งในโพรงสมอง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถ
ปรับระดับแรงดฟันในการระบายให้เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วยได้จากภายนอกร่างกาย ไม่ต้องผ่าตัดซ้ำใหม่เหมือน
ในอดีต อุปกรณ์ที่ใช้ปรับจะมีขนาดเล็กๆ มาประกบที่ศีรษะแล้วส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปปรับแรงดันของอุปกรณ์
ภายใน ผู้ป่วยจะปลอดภัย ไม่เจ็บตัวใช้เวลาในการปรับไม่เกิน 1นาที จึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลทำในลักษณะ
ผู้ป่วยนอกได้ ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง มักมีความคล้ายคลึงกับโรคสมองเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ ซึ่งจะมีอาการ
หลงลืมพูดจาสับสน และมีความคล้ายคลึงกับอาการของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โดยจะมีปัญหาเรื่องการก้าวเดิน
ตอบสนองช้าร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้อาจทำให้คนใกล้ชิดเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย จึงไม่พาผู้ป่วย
มาพบแพทย์ ส่งผลให้ผู้ป่วยพลาดโอกาสจะกลับมาใช้ชีวิตดังเดิมได้ ดังนั้นหากสังเกตอาการคนใกล้ชิดแล้ว
ไม่แน่ใจ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจให้ละเอียดจะเป็นการดีที่สุด

คุณสรศักดิ์ จิรธรรมประดับ (กำนันชา)mri
อดีตผู้ป่วยด้วยภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง
ได้เปิดเผยถึงอาการที่ประสบมาว่าเริ่มมีปัญหาจากการทรงตัว เวลายืนหรือเดินจะมีอาการเซร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความจำ จำไม่ได้แม้แต่เรื่องที่พูดหรือกิจกรรมที่เพิ่งทำไปเมื่อ 10-20นาทีที่ผ่านมา จึงได้มาพบแพทย์ที่ รพ.สินแพทย์ ได้ตรวจเอกซ์เรย์คอมพวิตเอร์สมองจึงทราบว่า มีภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง ภายหลังจากการผ่าตัด ความมึนงง อาการหลงๆ ลืมๆ ก็หายไป ร่างกายกลับมาแข็งแรงดังเดิม ออกกำลังกายและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ

กลับขึ้นด้านบน

 

รักษาหมอนรองกระดูกเสื่อมด้วยคลื่นวิทยุติดยา

กระดูกสันหลังของคน เปรียบเหมือนกับเสาเข็ม ทำหน้าที่รับน้ำหนักของเราตั้งแต่ศีรษะลงมา ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่เสาเข็มมีปัญหา  ความมั่นคงแข็งแรงก็จะเสียไป ผลก็คือ กล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ กระดูกสันหลัง จะเกิดการเกร็งตัวเพื่อรับน้ำหนัก ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง ในรายที่รุนแรงกล้ามเนื้อเกร็งมากก็จะปวดทรมานมาก

อาการปวดหลังมีได้จากหลายสาเหตุ นอกจากสาเหตุที่ตัวกล้ามเนื้อที่พบเป็นส่วนใหญ่แล้ว ความเสื่อมของกระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกสันหลังก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งนอกจากพบอาการปวดหลัง
แล้วยังพบอาการผิดปกติของระบบประสาทส่วนอื่นร่วมด้วย เช่น แขนชา ขาชา ปวดข้อ ปวดตามปลายนิ้ว
คล้ายไฟช๊อต เนื่องจากหมอนรองกระดูกที่เสื่อมทรุดหรือเคลื่อนตัวไปกดทับเส้นประสาท

หมอนรองกระดูกสันหลัง มีรูปร่างเป็นวงกลมๆ มีขอบเป็นพังผืดที่เหนียวและแข็งแรงประกอบด้วยเส้นใยที่ประสานกัน
เหมือนกับเส้นใยเหล็กหรือผ้าใบคล้ายยางรถยนต์ภายในเป็นของเหลวคล้ายเจลลี่เป็นสารถ่ายรับน้ำหนัก
เปรียบได้กับลมยางในยางรถยนต์ เพื่อรับน้ำหนักรถบรรทุก รองรับแรงกระแทก และยืดหยุ่นเวลาเคลื่อนไหว

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท มักพบในผู้ที่มีอายุยังไม่มาก พออายุเริ่มากขึ้น หมอนรองกระดูกก็จะเสื่อม
สภาพลงไปตามลำดับ และหากไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยก็จะมีสภาพคล้ายผู้สูงอายุ หมอนรองกระดูกจะเริ่ม
ทรุดตัวและเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทได้ ส่งผลให้มีอาการปวดร้าวไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

การรักษาหมอนรองกระดูกเสื่อม เบื้องต้นจะรักษาด้วยวิธีประคับประคอง แต่หากมีอาการรุนแรงก็จำเป็นต้อง
ผ่าตัด ในปัจจุบันนอกจากผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกแล้ว มีเทคโนโลยีการรักษาที่เรียกว่า "นิวคลีโอพลาสตี้ (Nucleoplasty)" ซึ่งเป็นการใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปในหมอนรองกระดูกบริเวณที่มีปัญหาแล้วปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุ ทำให้เกิดความร้อนที่ปลายเข็มความร้อนนั้นจะไปสลายหมอนรองกระดูกที่เกินหรือยื่นออกมา ไม่ให้กดทับเส้นประสาท ทำให้อาการปวดหลังหายไปโดยไม่ต้องผ่าตัด จะมีแผลขนาดเล็กเพียง 3 รูที่เกิดจากการแทงเข็มเท่านั้น เป็นการรักษาโดยที่ไม่ต้องวางยาสลบผู้ป่วยจะฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ในเวลาอันรวดเร็ว

สิ่งสำคัญ คือ การป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น ได้แก่ การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไปไม่ทำท่าทางหรืออิริยาบถที่ผิดปกติตานๆ เช่น ก้มคอเขียนหนังสือนานๆ การนั่งกับพื้น หรือ นั่งโน้มตัวไปข้างหน้าบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือยกของด้วยท่าทางที่ถูกวิธี ออกกำลังกายสม่ำเสมอและรู้จักบริหารกล้ามเนื้อ ทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง หากพบว่าอาการปวดหลังที่เป็นอยู่มีความรุนแรงมากขึ้น ควรเข้าการตรวจและปรึกษาแพทย์

กลับขึ้นด้านบน

CPRเส้นเลือดสมองตีบ

"... คุณเสา โนนพล นับว่าโชคดีมากๆ ที่ไม่นิ่งนอนใจในอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นรีบมาโรงพยาบาล..
หลังเกิดอาการเพียง 1ชม.30นาที ขณะที่แขนขาซ้ายอ่อนแรงมากขยับได้เพียงเล้กน้อย
มุมปากเบี้ยวพูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ได้รับการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว ได้รับยา]ะลายลิ่มเลือดทันที
... เพียง 1ชั่วโมง... อาการกลับมาเป็นปกติ ยกแขนได้สุด ปากไม่เบี้ยวพูดได้ปกติและยกแขนซ้ายได้..."

dr.สุกรีย์   นพ.สุกรีย์ สมานไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมประสาท ผู้ให้การรักษา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเส้นเลือดสมองตีบ ดังนี้
 - โรคเส้นเลือดในสมองตีบ หรืออุดตัน เป็นโรคที่เกิดความสูญเสีย
ต่อผู้ป่วยอย่างมาก ทั้งด้านความสามารถในการเคลื่อนไหว ประกอบ
กิจวัตรประจำวันจนอาจเป็นอัมพฤกษ์ หรือ สูญเสียความสามารถด้าน
อื่นๆ เช่น พูดไม่ได้ เสียการทรงตัว และสูญเสียการมองเห็น
 - ในปัจจุบัน มีการรักษาแบบหายขาด หากผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล
ภายใน 2-3ชั่วโมง และได้รับการตรวจด้วย CT-64 Slices หรือ MRI และได้รับยาละลายลิ่มเลือด ฉีดภายใน3ชั่วโมง นับตั้งแต่เริ่มมีอาการผู้ป่วยจำนวนมากอาจหายเป็นปกติ หรือมีอาการดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับการรักษาโดยทั่วไปที่ไม่ได้รับบา หรือมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่า 3ชั่วโมง
              

 

 

คุณเสา โนนพล"คุณเสา โนนพล"
อดีตผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเส้นเลือดสมองตีบ
ที่ รพ.สินแพทย์
ได้เปิดเผยข้อมูลและกล่าวด้วย
น้ำเสียงดีใจอย่างที่สุดว่า "โชคดีมากๆ ที่มาที่
รพ.สินแพทย์
ตรวจพบโรคได้เร็วและให้การรักษา
ได้ทันเวลา จึงทำให้ไม่ต้องเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
จากเส้นเลือดสอมงตีบเฉียบพลันซึ่งหากมารักษา
ไม่ทันเวลาก็อาจเป็นอะไรที่มากกว่านี้ได้"

คุณเสา โนนพล อายุ 38ปี ปฏิบัติงานในตำแหน่งหัวหน้า
งาน ในอุตสาหกรรมผลิตขวด กับบริษัทแห่งหนึ่ง ได้ให้
ข้อมูลก่อนเข้ารับการรักษาว่า "ก่อนมีอาการหลังเลิกงาน
กลับมาถึงบ้าน ประมาณ 4โมงเย็น รับประทานข้าวเสร็จ ก็ไปอาบน้ำเริ่มรู้สึกมึนๆ งงๆ นิดหน่อย เือื้อมมือซ้ายไปหยิบผ้าเช็ดตัวแต่จับไม่ได้ผ้าตกลงพื้น ก็เริ่มตกใจ ตอนนั้นยังพอเดินได้ ซักพักอาการก็เริ่มมากขึ้น ใบหน้าซีกซ้ายตึงๆ มุมปากด้านซ้ายเริ่มมีน้ำลายไหล ควบคุมการกลืนไม่ได้ แต่ยังมีสติดีอยู่พยายามทดสอบตัวเอง ลองพูดก็พบว่าเริ่มพูดเสียงแข็งๆ จึงรีบบอกภรรยาให้พามาโรงพยาบาล มาถึงโรงพยาบาลสินแพทย์ประมาณ 6โมงเย็นคุณหมอให้ตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT-Scan) และตรวจคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ทันทีก็พบว่า มีหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน (Acute Ischemic Stroke) ทำให้เนื้อสมองบริเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยงจึงทำให้เกิดอาการคล้ายอัมพฤกษ์คุณหมอให้ฉีดยา หลังฉีด 1ชม. อาการก็กลับมาเป็นปกติทันที"

...คุณเสา และภรรยา ได้ฝากข้อเตือนใจเพิ่มเติมว่า "..หากใครก็ตามที่พบมีอาการผิดปกติไม่ควรนิ่งนอนใจ
ให้รีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะภาวะแบบนี้ หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดเป็นอัมพฤกษ์
หรืออัมพาต และทำให้เกิดเป็นปัญหาเรื้อรังตามมาได้มาก ยิ่งรักษาได้เร็วเท่าไร...
โอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมก็มีมากเท่าัน้น..."

กลับขึ้นด้านบน

ผู้ป่วยเส้นเลือดสมองโป่ง
เส้นเลือดสมองโป่ง

หลังจากทนปวดมานานเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไมเกรน ตระเวนรักษามาหลายปีแต่ไม่ดีขึ้น
โชคยังดีที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าในวงการแพทย์ช่วยให้เข้ารักการตรวจวินิจฉัยจนพบต้นตอ
และสามารถรักษาได้ด้วยวิธีผ่าตัดแบบแผลเล็ก โดยไม่ต้องโกนศีรษะเหมือนในอดีต
แพทย์แนะสังเกตสัญญาณเตือนของอาการปวดหัวก่อนจนเส้นเลือดสมอง และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ปัทมา คุณปัทมา บุญราช อดีตผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง
เปิดเผยถึงอาการที่เคยเกิดขึ้นว่า ปวดศีรษะด้านขวาบ่อยครั้ง
และเป็นมานานกว่า 5ปี ส่งผลให้ไม่สามารถทำกิจวัตร
ประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งช่วงแรกๆ เข้าใจว่าอาการดังกล่าว
เป็นอาการของโรคไมเกรน และได้เข้ารับการรักษามาเป็น
ลำดับแต่อาการกลับไม่ดีขึ้น ในที่สุดจึงได้ไปปรึกษาแพทย์
เฉพาะทางที่โรงพยาบาลสินแพทย์ และได้รับการตรวจด้วย
เครื่องเอกซ์เรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI ร่วมกับการฉีดสี
จึงพบว่ามีเส้นเลือดในสมองโป่งพอง และได้ทำการรักษา
ด้วยการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ซึ่งสร้างความดีใจให้ตนเอง
อย่างมาก เพราะหลังจากการผ่าตัดแล้วพบว่ามีรอยแผล
ขนาดเล็กโดยไม่ต้องโกนศีรษะเหมือนที่เคยทราบมาก่อน
นอกจากนี้ยังใช้เวลาพักฟื้นไม่นานก็สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ที่สำคัญ คือ อาการปวดที่เคยรุมเร้าก็หาย
ไปราวกับปลิดทิ้ง

นพ.วศิน เอาแสงดีกุล ศัลยแพทย์ประจำศูนย์โรคปวดหัว รพ.สินแพทย์ กล่าวถึงการรักษาผู้ป่วยรายนี้ว่า ผู้ป่วยเข้ามาด้วยอาการปวดศีรษะจึงรักษาเบื้องต้นด้วยการให้ยาเพื่อดูอาการและพบว่าไม่ดีขึ้น จึงสันนิษฐานว่าน่าจะต้องมีเส้นเลือดเส้นใดเส้นหหนึ่งที่มีปัญหา จึงส่งผู้ป่วยเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI ร่วมกับการฉีดสีจึงพบว่า เส้นเลือดแดงใหญ่มีลักษณะโป่งพอง โชคดีที่ผู้ป่วยไม่ได้มีอาการหมดสติมาก่อนและเส้นเลือดที่สร้างปัญหาดังกล่าวยังไม่แตก จึงรักษาด้วยการผ่าตัดผ่านกล้องMicroscope โดยเปิดแผลขนาดเล็กเข้าไปจนถึงจุดที่เส้นเลือดโป่ง จากนั้นจึงใช้ตัวหนีบที่ทำจากโลหะประเภทไทเทเนียมหนีบบริเวณเส้นเลือดที่โป่งพอ เพื่อป้องกันการแตก ซึ่งการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกระโหลกศีรษะ มีความปลอดภัยสูง แผลมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวเร็ว
และสามารถใช้ชึวิตได้ตามปกติในเวลาไม่นาน

อย่างไรก็ตาม ภาวะเส้นเลือดในสมองโป่งพองบางรายไม่แสดงอาการผิดปกติแต่บางรายก็มีสัญญาณเตือนให้เห็น อาทิปวดศีรษะบ่อยๆ และอาจมีอาการตาพร่ามัว คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรงร่วมด้วย ในบางรายอาจหมดสติหลังจากปวดศีรษะ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก ดังนั้น สิ่งสำคัญคือหากมีอาการดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดบุหรี่ สุรา และควบคุมน้ำหนัก เป็นต้น

"หากเกิดอาการปวดศีรษะบ่อยครั้ง หรือปวดหัวรุนแรง
แบบที่ไม่เคยปวดมาก่อนต้องรีบมาปรึกษาแพทย์
เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็วที่สุด
เพราะผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาก่อนที่หลอดเลือดจะแตกมักจะมีผลการรักษาที่ดีมาก
หายขาด และใช้ชีวิตได้อย่างตามปกติ
... แต่หาก ปล่อยไว้นานจนเส้นเลือดในสมองแตก
อาจต้องเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้"

ปัทมา

กลับขึ้นด้านบน