ศูนย์ผู้มีบุตรยาก

ศูนย์ผู้มีบุตรยาก รพ.สินแพทย์ มีอัตราความสำเร็จของการรักษาภาวะมีบุตรยาก 30%

     ลูกเปรียบเสมือนโซ่ทองคล้องใจคู่สมรสต่างต้องการมีทายาทไว้สืบทอดตระกูลหลายคู่ที่ประสบปัญหามีบุตรยาก
จะมีความสับสนและข้องใจว่าทำไมแต่งงานมาตั้งนานไม่มีลูกกับเขาสักที ศูนย์ผู้มีบุตรยาก ร.พ. สินแพทย์ พร้อม
ให้การช่วยเหลือคู่สมรสที่ประสบปัญหามีบุตรยาก โดยมีความพร้อมทั้งทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ
และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ในการวินิจฉัยหาสาเหตุ และแก้ไขภาวะมีบุตรยาก ด้วยเทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์
ชั้นสูง

ภาวะมีบุตรยาก คืออะไร?

     ภาวะมีบุตรยาก หมายถึง การที่คู่สมรสนั้นไม่สามารถตั้งครรภ์ ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยที่มีเพศสัมพันธ์กัน
สม่ำเสมอ และไม่มีการคุมกำเนิด

สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก เกิดจากอะไร?

ส่วนใหญ่พบว่าสาเหตุของการมีบุตรยาก เกิดจากฝ่ายหญิงประมาณ 50% อีก 10% ไม่พบสาเหตุของการมีบุตรยาก

สาเหตุจากฝ่ายชาย เกิดจาก

1. การสร้างเชื้ออสุจิที่ผิดปกติ ทำให้ไม่มีเชื้อ หรือได้เชื้ออสุจิที่คุณภาพไม่ดี ทั้งปริมาณ รูปร่างและการเคลื่อนที่ จึงไม่สามารถปฏิสนธิกับไข่ได้
2. ท่อน้ำเชื้ออสุจิที่ผิดปกติ เช่น การอุดตันของท่อน้ำเชื้อจากความพิการแต่กำเนิด หรือการติดเชี้อกามโรค การทำหมันชาย ทำให้เชื้ออสุจิไม่สามารถออกมาได้
3. การมีเพศสัมพันธ์ และการหลั่งน้ำเชื้อที่ผิดปกติ
4. ปัจจัยอื่นๆ เช่น ความร้อน สารเคมี ความเครียด และโรคประจำตัว

สาเหตุจากฝ่ายหญิง เกิดจาก

1. ความผิดปกติของการสร้างไข่ หรือการตกไข่
2. ความผิดปกติของอุ้งเชิงกราน และหลอดมดลูก ทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน และ / หรือ หลอดมดลูกอุดตัน
3. ความผิดปกติของปากมดลูก และมดลูก
4. ความผิดปกติของช่องคลอด เช่น มีแผ่นกั้นช่องคลอด ทำให้เชื้ออสุจิไม่สามารถผ่านเข้าไปได้
5. ปัจจัยอื่นๆ เช่น มีเพศสัมพันธ์ห่างเกินไป ความเครียด และโรคประจำตัวอื่นๆ

การตรวจหาสาเหตุของการมีบุตรยาก

     ควรทำพร้อมกันทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง โดยมาปรึกษาแพทย์บางรายเพียงรับคำแนะนำเบื้องต้น ก็สามารถ
ตั้งครรภ์ได้ ส่วนบางคู่อาจจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุของการมีบุตรยาก โดยฝ่ายชายทำได้ง่ายเพียงตรวจน้ำเชื้อดู
คุณภาพตัวอสุจิ ก็สามารถบอกได้ว่ามีปัญหามีบุตรยากหรือไม่ แนะนำให้ตรวจหลังจาก ว่างเว้นการมีเพศสัมพันธ์
3-7 วัน ฝายหญิงค่อนข้างซับซ้อนและมีหลายขั้นตอนโดยจะได้รับการ ซักประวัติ และตรวจร่างกายว่าแข็งแรง
สมบูรณ์ดี หรือเจ็บป่วยเป็นโรคอะไรอยู่ ประวัติการเจ็บป่วย, การมีประจำเดือน, การมีเพศสัมพันธ์กับสามี เป็นต้น
จากนั้นจะได้รับการตรวจร่างกายโดยทั่วไป รวมทั้งการตรวจภายในเพื่อดูว่าสุขภาพร่างกายปกติดีหรือไม่ ตรวจเลือดดู
สภาพการทำงาน ของระบบต่าง ๆ ที่สำคัญในร่างกาย เช่น ตับ ไต ต่อมธัยรอยด์, ตรวจหาเบาหวาน และการตรวจ
ฮอร์โมน เพื่อตรวจสภาพการทำงานของรังไข่ และอวัยวะที่เกี่ยวข้อง อาจจำเป็นต้องได้รับการฉีดสี ทึบแสงเอ็กซเรย์
เพื่อตรวจดูโพรงมดลูกและท่อนำไข่ว่ามีการอุดตันหรือไม่ ในบางรายอาจจะได้รับการแนะนำให้วัดอุณหภูมิของ
ร่างกายหลังตื่นนอนทุกเช้า เพื่อตรวจดูว่ามีการตกไข่ในแต่ละเดือนหรือไม่ การตรวจการตกไข่ อาจตรวจได้ โดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) หรือโดยการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด หรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน ซึ่งทำให้สามารถพยากรณ์การตกไข่ได้ล่วงหน้าค่อนข้างแม่นยำ การตรวจส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง เพื่อดูอวัยวะ
ภายในอุ้งเชิงกราน ซึ่งแต่ละวิธีแพทย์จะค่อย ๆ พิจารณาทำไปทีละขั้นตอน การค้นหาสาเหตุได้จะช่วยให้กำหนด
แนวทาง ในการแก้ไขภาวะมีบุตรยากได้ง่ายขึ้น

วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก

การรักษาภาวะมีบุตรยากนั้นไม่จำเป็นที่คู่สมรสจะต้องใช้วิธีการขั้นสูงทุกคู่ บางคู่แค่ได้รับคำปรึกษา และแนะนำจากแพทย์ก็สามารถมีบุตรได้ ขั้นตอนของการรักษาโดยทั่วไปจะประกอบด้วย

1. กำหนดวันตกไข่
เพื่อกำหนดวันร่วมเพศ

2. การใช้ยากระตุ้นให้มีการเจริญของถุงไข่หลายใบ
ในปัจจุบันมียาหลายชนิดที่สามารถใช้กระตุ้นถุงไข่ ให้เจริญเติบโตพร้อมกันได้หลายๆ ใบในแต่ ละรอบเดือนซึ่งจะทำให้มีไข่ตกได้มากกว่า 1 ใบ โดยอาจเป็นยารับประทาน, ยาฉีด, ยาพ่นจมูก การเลือกใช้ยาชนิดใดขึ้นอยู่กับแพทย์ซึ่งจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

3. การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก หรือการผสมเทียม
โดยใช้เชื้ออสุจิของสามี /การผสมเทียม (Intrauterine Insemination หรือ IUI) เป็นการฉีดเชื้ออสุจิ ที่ผ่านการเตรียมด้วยวิธีพิเศษ โดยการคัดเลือกให้ได้เฉพาะตัวอสุจิที่แข็งแรงฉีดผ่านสายยาง ผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูกในช่วงที่มีการตกไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ วิธีนี้มักจะใช้ในรายที่มีความผิดปกติที่ปากมดลูกมีปัญหาของมูกที่ปากมดลูกรบกวนการเดินทางของตัวอสุจิ หรือในรายที่มีเชื้ออสุจิน้อย

4. การทำกิ๊ฟท์
กิ๊ฟท์ (Gamete Intrafallopian Transfer หรือ GIFT) วิธีนี้เหมาะสำหรับฝ่ายหญิงที่มีท่อรังไข่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง และฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิค่อนข้างปกติ เป็นวิธีการนำไข่และเชื้ออสุจิใส่กลับไปในท่อนำไข่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติ โดยการผ่าตัดผ่ากล้อง

5. การทำเด็กหลอดแก้ว
เด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization หรือ IVF) จะคล้ายกับการทำกิ๊ฟท์มาก ต่างกันคือแพทย์จะนำเอาไข่ และอสุจิมาผสมกันในหลอดทดลอง จนกระทั่งปฏิสนธิ ภายหลังการปฏิสนธิแล้วก็เลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกาย
อีกประมาณ 3-5 วัน จนถึงระยะบลาสโตซีส (Blastocyst) จึงนำเอาตัวอ่อนในระยะนี้ใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก
เพื่อให้เจริญเติบโต และมีการฝังตัวต่อไป ตัวอ่อนในระยะบลาสโตซีสนี้เป็นตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีและสามารถ
ฝังตัวพร้อมทั้ง เจริญเติบโตต่อไปในโพรงมดลูกภายหลังการใส่ตัวอ่อนได้ ซึ่งจะมีผลให้มีอัตรา การตั้งครรภ์สูง และได้ทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์การรักษาด้วยวีธีนี้เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ฝายหญิงมีความผิดปกติ
ของท่อนำไข่ทั้งสองข้าง หรือในภาวะที่เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรือเชื้ออสุจิของฝ่ายชายมีจำนวนน้อย และภาวะมีบุตรยากที่ตรวจไม่พบสาเหตุ เป็นต้น

6. การทำอิ๊กซี่
อิ๊กซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection หรือ ICSI) คล้ายกับการทำเด็กหลอดแก้วมากต่างกันตรงที่การปฏิสนธิ ในการทำอิ๊กซี่ จะใช้เข็มดูดตัวอสุจิ เพียงหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่หนึ่งใบ โดยผ่านเครื่องมือและกล้องที่มีความละเอียดมาก เป็นกล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษที่มีกำลังขยาย 200-400 เท่า มีอุปกรณ์เฉพาะ เรียกว่า Micromanipulator ชนิด 3 มิติ ติดตั้งอยู่ จากนั้นจะนำไข่ที่ได้รับการฉีดเชื้ออสุจิ ไปตรวจสอบการปฏิสนธิ แล้วเลี้ยงต่อในห้องปฏิบัติการจนถึงระยะบลาสโตซีส แล้วจึงนำเอาตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก เช่นเดียวกับเด็กหลอดแก้ว วิธีนี้นับว่าเป็นวิทยาการใหม่ ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่มีสาเหตุจากการที่ฝ่ายชายมีความผิดปกติของเชื้ออสุจิ

7. การทำเทเซ่ (TESTICULAR EPIDIDYMAL SPERM EXTRACTION : TESE)
ในกรณีที่ฝ่ายชายเป็นหมัน คือ ไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาเลย ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการที่ท่อนำอสุจิอุดตัน,ไม่มีท่อนำอสุจิตั้งแต่กำเนิด , มีปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งอสุจิ, ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาตายหมดหรือเคยมีการอักเสบของอัณฑะทำให้มีการสร้างเชื้ออสุจิน้อยมาก ในปัจจุบันด้วยวิทยาการใหม่ล่าสุด คู่สมรสที่ฝ่ายชายประสบปัญหาดังกล่าว สามารถที่จะมีบุตรของตนเองได้ โดยการตัดชิ้นเนื้อที่อัณฑะเพียงเล็กน้อย มาตรวจหาตัวอสุจิ ซึ่งส่วนใหญ่พบว่ามักจะยังมีการสร้างตัวอสุจิอยู่ จากนั้นก็ดำเนินการวิธีอิ๊กซี่ต่อไป

8. การแช่แข็งตัวอ่อน
ในแต่ละรอบของการรักษา โดยการทำเด็กหลอดแก้ว ถ้ามีตัวอ่อนเหลือและมีคุณภาพดีพอ สำหรับการแช่แข็ง ก็จะทำการ แช่ตัวอ่อนที่เหลือเก็บรักษาไว้ เผื่อการรักษาต่อเนื่องในอนาคต ก็สามารถละลายตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นำมาย้ายกลับในรอบการรักษาต่อไปได้ โดยที่คนไข้ไม่ต้องได้รับการกระตุ้นไข่หรือเจาะเก็บไข่อีก

9.เลเซอร์เจาะเปลือกตัวอ่อน (Laser Assisted Hatching)
เป็นวิธีการช่วยให้ตัวอ่อนสามารถฟักตัวออกมาจากเปลือกของไข่ มาฝังตัวที่มดลูกได้ง่ายขึ้น ทำให้มีอัตราการตั้งครรภ์สูงขึ้น โดยเฉพาะในตัวอ่อนได้จากการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งมักจะพบมีการแข็งตัวของเปลือกนอกของไข่ มากกว่าตัวอ่อนจากวิธีการทางธรรมชาติ ตัวอ่อนจะมีการแบ่งตัวและเจริญตามปกติ แต่ไม่สามารถฟัก หรือ ดันเปลือกไข่แตกออกมาได้ จึงพบว่าตัวอ่อนจะเสียชีวิตอยู่ภายในไข่เหมือนกับลูกเจี๊ยบที่ไม่สามารถเจาะออกมาจากเปลือกไข่
ก็จะตายอยู่ภายในฟองไข่นั่นเอง
      เทคนิคนี้นิยมใช้กับคนไข้ที่มีอายุมากกว่า 37 ปี หรือ เคยทำเด็กหลอดแก้วแล้วไม่ตั้งครรภ์ โดยเลเซอร์จะ เพิ่ม
ความแม่นยำในการเจาะเปลือกตัวอ่อน และลดความบอบช้ำที่อาจทำอันตรายกับตัวอ่อนได้

การปฏิบัติตัวภายหลังการรักษา

1. สามารถปฏิบัติตัวตามสบาย หรือปฏิบัติภารกิจตามปกติได้ ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
2. ไม่ควรยกของหนักและออกกำลังกายหักโหม
3. รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ได้ทุกชนิด
4. ลดความวิตกกังวล
5. รับประทานยาและใช้ยาตามแพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
6. หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

อัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ มีมากน้อยเพียงใด

     ความสำเร็จในแต่ละรอบของการรักษาจะแตกต่างกันตามวิธีการ ดังนี้
1. การคัดเลือกเชื้ออสุจิฉีดผสมเทียม (IUI) อัตราความสำเร็จประมาณ 10 – 15 %
2. การทำกิ๊ฟท์ เด็กหลอดแก้ว และอิ๊กซี่ อัตราความสำเร็จประมาณ 30 – 40 %

     ความสำเร็จในการตั้งครรภ์ นอกจากจะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี หรือวิธีการแล้ว ความร่วมมือกันของสามีและภรรยาในการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ให้ความร่วมมือในการรักษาในขั้นตอนต่างๆ ร่วมกัน พบแพทย์ตามระยะเวลาที่แพทย์นัดเท่าที่จะทำได้ อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น

กลับขึ้นด้านบน