ศูนย์โรคปวดหลัง-ปวดคอ

      เมื่อพูดถึงอาการปวดหลัง หลายๆ คนคงจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับอาการปวดหลังมาบ้าง อาการปวดหลังโดยทั่วไปไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่เป็นปัญหากับผู้คนในวัยทำงาน และการดำรงชีวิตประจำวัน และเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ทางศัลยกรรมกระดูก, ศัลยกรรมระบบประสาท, และกายภาพบำบัด

หลัง เป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเปรียบเหมือนเสาหลักที่ใช้รองรับน้ำหนักของร่างกาย
เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมของการเดิน วิ่ง กระโดด ก้มเก็บของ กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้หลังเข้ามาเกี่ยวข้องในการเคลื่อนไหวทั้งสิ้น หากเกิดอาการปวด การใช้ชีวิตประจำวันคงเป็นไปอย่างยากลำบาก
          คนทั่วไปมักเข้าใจว่า โรคปวดหลังจะต้องเกิดอาการปวดร้าว จากบั้นเอวเรื่อยไปตามช่วงขา แต่ข้อเท็จจริงแล้วผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดเมื่อยต้นคอ คอเคล็ดต่อมาจะมีอาการปวดร้าวลงบ่า ปลายแขน หรือข้อศอก บางรายอาจมีอาการมืออ่อนแรง หากมีอาการชามือ ปลายแขน หรือขา หรืออ่อนแรงเฉียบพลัน หรือมีอาการปวดเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน นั่นคือสัญญาณอันตรายที่ควรไปพบแพทย์โดยด่วน

สาเหตุของอาการปวดหลัง-ปวดคอ

     นั้นส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลังโดยตรง นอกจากนั่น "คอ" ก็เป็นอวัยวะที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษซึ่งหากถูกระทบกระเทือน หรือได้รับอุบัติเหตุบริเวณนี้ เส้นประสาทก็อาจถูกกดทับจะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการชาตามแขน ไล่ไปจนถึงมือหากปล่อยไว้ หรือได้รับการรักษาที่ไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดอัมพาตได้ นอกจากนั้นยังมีสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่

  • การทำงาน หรือการใช้งานหลังไม่ถูกวิธี ซึ่งพบได้บ่อยในคนวัยทำงาน 
  • หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม
  • หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับรากประสาททำให้มีอาการปวดหลัง และปวดร้าวไปหัวไหล่ สะโพก หรือปวดร้าวลงแขน ขา
  • จากภาวะกระดูกพรุน
  • จากความเสื่อมของข้อกระดูกสันหลัง มักพบในผู้สูงอายุ
  • จากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกตั้งแต่เกิด
  • อื่นๆ ที่พบได้ไม่บ่อย เช่น การอักเสบติดเชื้อของข้อกระดูก เนื้องอก หรือ มะเร็ง กระจายมาที่กระดูกสันหลัง นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ และความเครียด

การรักษาอาการปวดหลัง-ปวดคอ

     การรักษาโดยทั่วไปเน้นที่การรักษาตามสาเหตุ เนื่องจากบางโรคมีวิธีการรักษาเฉพาะของโรคนั้นๆ เช่น มะเร็ง การอักเสบติดเชื้อ หรือ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ส่วนในกลุ่มที่เกิดจากกล้ามเนื้อ หรือความผิดปกติของกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูก การรักษาจะมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวดและให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงาน หรือดำรงชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว ซึ่งมีวิธีการรักษาอยู่หลายวิธี

     1. การใช้ยา เพื่อบรรเทาอาการปวด ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการของคนไข้แต่ละราย และที่สำคัญคนไข้ควรมาติดตาม การรักษาเป็นระยะ เพราะการใช้ยามีทั้งข้อดีและข้อเสีย 
     2. การรักษาโดยวิธีทางกายภาพบำบัด โดยนักกายภาพบำบัดหรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งมีอุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่ช่วยลดอาการปวดหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความร้อน ทั้งความร้อนระดับตื้น คือ การใช้แผ่นอบความร้อน หรือความร้อนระดับลึกๆ คือ การใช้อัลตราซาวด์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงจะทำให้เกิดความร้อนในส่วนของกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกๆ การใช้ Short Wave หรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้าที่ช่วยลดอาการปวด นอกจากนั้นก็มีการดึงหลัง หรือ การดึงคอ ด้วยอุปกรณ์ทางกายภาพบำบัด

     3. การรักษาโดยการใช้อุปกรณ์ช่วยเสริม เช่น เฝือกอ่อนช่วยพยุงเอว (Lumbar Support) หรือ เฝือกอ่อนช่วยพยุงคอ เพื่อช่วยควบคุมหรือเตือนผู้ป่วยไม่ให้หลังหรือคอมากเกินไป
     4. การนวดแบบอายุรเวช หรือ การนวดแบบราชสำนัก เป็นการนวดแผนไทยเพื่อรักษาโดยผู้ที่จะทำการนวดแบบนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และมีใบประกอบโรคศิลป์ทางด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งการจะเลือกใช้วิธีนี้ แพทย์ต้องประเมินแล้วว่าผู้ป่วยสามารถนวดได้ไม่เป็นอันตราย ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับหมอนรองกระดูก หรือเส้นประสาท โดนกดทับ การนวดด้วยวิธีนี้จะไปคลายจุดปวดช่วยคลายเส้นคลายกล้ามเนื้อ คนไข้จะรู้สึกสบายขึ้น การนวดเป็นวิธีการรักษาหนึ่งที่ได้ผลดีมากกับอาการปวดหลังที่มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหดตัว หรืออักเสบ

massage1  massage2

     5. การรักษาด้วยวิธีการฝังเข็ม ซึ่งเป็นวิธีทางการแพทย์แผนจีน แต่ในปัจจุบันวิธีการฝังเข็มนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการปวดเฉพาะจุด โดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูกันอย่างกว้างขวาง
     6. การรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้รักษาอาการปวดหลัง-ปวดคอ อันเนื่องมากจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน แตก จนกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง และคอ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้หรือรักษาไม่ถูกวิธี ผู้ป่วยอาจสูญเสียการใช้งานของอวัยวะที่เส้นประสาทนั้น ๆ มาควบคุมได้
          สิ่งสำคัญของอาการปวดหลัง-คอ คือ การป้องกัน โดยเน้นที่การปรับพฤติกรรมตนเอง และใช้งานหลังให้ถูกวิธี คือ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใดก็ตามควรประคองหลังตัวเองให้ตรงตลอดเหมือนกับ
แนวของแกนกระดูกสันหลังตามธรรมชาติ

Minimally invasive spine surgery

     อะไรคือ minimally invasive spine surgery (MIS)
Minimally invasive spine surgery เป็นการผ่าตัดแนวทางหนึ่งซึ่งมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เป็นความพยายามเพื่อที่จะลดขนาดของแผลผ่าตัดลง แต่สามารถนำหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาทออกได้เหมือนวิธีปกติ เพื่อลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อในบริเวณของการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง และลดเวลาการนอนโรงพยาบาลลง

     การผ่าตัดแบบ minimally invasive spine surgery มีจุดประสงค์เพื่อ ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด ลดภาวะแทรกซ้อนจากความเจ็บปวด ลดการสูญเสียเลือดระหว่างและหลังการผ่าตัด ลดเวลาการนอนโรงพยาบาล ลดการใช้ยาหลังผ่าตัด   นอกจากนี้ การผ่าตัดผ่านกล้องขยายจะทำให้แพทย์ เห็นบริเวณที่ผ่าตัดอย่างชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดีการผ่าตัดแบบดังกล่าวมีความเหมาะสมกับ บางภาวะเช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ฉีดยาเข้ารากประสาท

     เป็นวิธีหนึ่งสำหรับรักษาอาการปวดหลัง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังไม่รุ่นแรง ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ทันที ในระยะเวลาหนึ่งบางรายอาจช่วยให้ไม่มีอาการปวดเลยได้นานเป็นปี โดยไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตามแพทย์ก็ยังแนะนำให้หมั่นดูแลตนเอง และใช้งานหลังให้ถูกวิธีควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการปวดหลังมาเยือน แล้วสร้าความทุกข์ทรมานให้ในที่สุด
     ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการ ปวดหลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูกสันหลังและความ เสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งล้วนแต่สร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วยไม่มากก็น้อย อาการปวดหลังที่มีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือแตก ส่วนใหญ่จะต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด แต่อาการปวดหลังบางชนิดสามารถเลี่ยงวิธีการผ่าตัด มาใช้นวัตกรรมการรักษาอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงรากประสาท วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังไม่รุนแรง หรือในกลุ่มที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังที่เกิดจากการอักเสบบริเวณรากประสาท โดยยาจะออกฤทธิ์ลดการอักเสบ และลดอาการบวมของเส้นประสาทที่อยู่ในช่องไขสันหลัง จึงช่วยรักษาและบรรเทาอาการปวดหลังได้ดีมาก ทั้งยังเป็นวิธีการรักษาได้อย่างตรงจุด และยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการผ่าตัด เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เคยผ่าตัดมาแล้ว ยังคงมีอาการปวดหลัง เนื่องจากมีพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทภายหลังการผ่าตัดได้หรือผู้ที่ยังไม่พร้อมจะรักษาด้วยการผ่าตัด แพทย์จะพิจารณาใช้วิธีนี้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดให้ก่อน หลังจากฉีดยาแล้ว หากผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยบอกได้อย่างชัดเจนว่า ตำแหน่งที่แพทย์ได้ฉีดยาเข้าไปนั้น เป็นจุดที่มีปัญหา แล้วส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง หากเป็นโรคที่จำเป็นต้องผ่าตัดแล้วผู้ป่วยมีความพร้อมพอก็จะทำให้การผ่าตัดมีความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

     แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีในการรักษาอาการปวดหลังหลากหลายแบบเพียงใด ที่ช่วยบรรเทาหรือรักษาอาการปวดหลังให้หายดีได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ การป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหลังได้ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

กลับขึ้นด้านบน